เคยสังเกตไหมค่ะว่า เวลาลูกของเราดูดนม ไม่ว่าจะเป็นดูดนมจากอกของแม่เอง หรือดูดจากขวดนมก็ดี จะมีจังหวะที่ลูกหยุดดูดเอาดื้อๆ เสมอ ซึ่งพ่อแม่หลายคนก็กังวลว่าลูกจะไม่ดูดดนม หรือหยุดกินนม จึงต้องมีการเขย่าตัวลูกเบาๆ ทราบหรือไม่ว่าจังหวะที่คุณพ่อคุณแม่กำลังเขย่าตัวลูกนั้นเป็นช่วงเวลาสำคัญที่คุณและลูกจะสร้างความผูกพันกันมากขึ้นได้อย่างรวดเร็ว
จังหวะการดูดนมของเด็กเป็นอย่างไร
โดยปกติตามธรรมชาติ เด็กที่ดูดนม (ไม่ว่าจากอกแม่หรือจากขวดนม) จะมีจังหวะการดูด (ในช่วงแรก) เป็นในลักษณะดังนี้
ดูด – ดูด – ดูด
หลังจากนั้น เมื่อลูกได้ดูดนมไปสักพักหนึ่งจะเริ่มปรับจังหวะการดูดเป็นลักษณะดังนี้
ดูด – ดูด – ดูด – หยุด (และซ้ำแบบนี้ไปเรื่อยๆ)
ช่วงจังหวะที่ลูกหยุดดูดนี้เอง พ่อแม่หลายคนกังวลว่าลูกจะหยุดดูดต่อ (กลัวลูกกินนมไม่อิ่ม) จึงทำการเขย่าตัวลูกเบาๆ หรือพูดคุยพร้อมกับมองไปที่หน้าของลูก และสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ลูกจะหยุดดูดนมไปชั่วขณะเพื่อรับรู้ สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่กำลังทำต่อพวกเขา นั้นคือ การฟังสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่กำลังพูด, มองใบหน้าของพ่อแม่ และหลังจากนั้นเด็กก็จะกลับเข้าสู่จังหวะการดูด 3 ครั้งและหยุด 1 ครั้งแบบเดิมอีก
ทำไมลูกจึงดูด – ดูด – ดูด – หยุด
นับเป็นเรื่องที่แปลกมาก เนื่องจากมีการทดลองทางการแพทย์แล้วได้ผลลัพท์ที่น่าทึ่ง โดยทีมแพทย์ได้ทดลองจับเวลาระหว่างการให้นมลูก โดยปล่อยให้เด็กได้ดูดนมตามจังหวะปกติของเขา และเมื่อเด็กหยุดดูดนมก็ไม่ต้องเขย่าหรือพูดคุย กับอีกกลุ่มเมื่อเด็กหยุดดูดนมก็ให้เขย่าตัวเบาๆ พร้อมกับ ยิ้ม จ้องมอง และพูดคุยกับลูก
ผลการทดสอบที่ได้สรุปได้ดังนี้
ต่อให้เราไม่เขย่าตัวลูก (จังหวะที่ลูกหยุดดูด) ลูกก็จะกลับมาดูดนมได้เองตามจังหวะที่มั่นคง
ยิ่งเราพูดคุย จ้องมอง และเขย่าตัวลูก ลูกจะยืดจังหวะการหยุดนั้นออกไป เพราะเขากำลังรับรู้และพยายามสื่อสารกับสิ่งที่เขาได้รับรู้มา (นั้นคือการพูด การเขย่า จากพ่อแม่)
ปริมาณการกินนมของเด็กทั้ง 2 กลุ่ม เท่ากัน (จะเขย่าหรือไม่เขย่า ก็ไม่ได้กินนมมากขึ้นเท่าไรนัก)
การพูดคุยกับลูกขณะลูกกำลังดูดนมไปด้วย (โดยเฉพาะดูดนมแม่) จะทำให้ลูกไม่หลับคาอกแม่มากกว่าปล่อยให้ลูกดูดนมเงียบๆ
ลูกจะสามารถจดจำกลิ่นและเสียงของพ่อแม่ตัวเองได้ภายใน 4-7 วันนับจากวันแรกเกิด
ยิ่งคุณพูดคุยกับลูกมากเท่าไรตอนที่ลูกกำลังดูดนม เขาก็จะยิ่งจ้องมองคุณมากขึ้น และยาวนานขึ้น ลูกจะรับรู้และสัมผัสถึงความรัก ความผูกพันที่คุณมีให้กับเขามากขึ้น นั้นจึงทำให้เขาจดจำ และรับรู้ว่า เขามีคนที่คอย ดูแลและรักเขามากแค่ไหน จึงไม่แปลกที่ลูกจะติดคุณมากกว่า และจดจำพ่อแม่ได้เร็ว
นอกจากนั้นในผลการทดสอบทำให้ทราบว่า การพูดจากับลูก การเขย่าตัวลูกเบาๆ บ้าง ขณะที่เขากำลังดูดนมนั้น ตัวพ่อแม่เองก็ยังได้รับความรู้สึกอิ่มเอิบ สุขใจ ซึ่งจะหาความรู้สึกนี้จากไหนไม่ได้อีกแล้ว ดังนั้นเวลาที่ ให้ลูกดูดนมคราวหน้า อย่าลืมพูดคุยกับลูกให้มากๆ นะค่ะ
วันศุกร์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2556
พูดคุยกับลูกเวลาลูกดูดนมทำให้ลูกรักเรามากขึ้นได้จริงเหรอ
เคยสังเกตไหมค่ะว่า เวลาลูกของเราดูดนม ไม่ว่าจะเป็นดูดนมจากอกของแม่เอง หรือดูดจากขวดนมก็ดี จะมีจังหวะที่ลูกหยุดดูดเอาดื้อๆ เสมอ ซึ่งพ่อแม่หลายคนก็กังวลว่าลูกจะไม่ดูดดนม หรือหยุดกินนม จึงต้องมีการเขย่าตัวลูกเบาๆ ทราบหรือไม่ว่าจังหวะที่คุณพ่อคุณแม่กำลังเขย่าตัวลูกนั้นเป็นช่วงเวลาสำคัญที่คุณและลูกจะสร้างความผูกพันกันมากขึ้นได้อย่างรวดเร็ว
จังหวะการดูดนมของเด็กเป็นอย่างไร
โดยปกติตามธรรมชาติ เด็กที่ดูดนม (ไม่ว่าจากอกแม่หรือจากขวดนม) จะมีจังหวะการดูด (ในช่วงแรก) เป็นในลักษณะดังนี้
ดูด – ดูด – ดูด
หลังจากนั้น เมื่อลูกได้ดูดนมไปสักพักหนึ่งจะเริ่มปรับจังหวะการดูดเป็นลักษณะดังนี้
ดูด – ดูด – ดูด – หยุด (และซ้ำแบบนี้ไปเรื่อยๆ)
ช่วงจังหวะที่ลูกหยุดดูดนี้เอง พ่อแม่หลายคนกังวลว่าลูกจะหยุดดูดต่อ (กลัวลูกกินนมไม่อิ่ม) จึงทำการเขย่าตัวลูกเบาๆ หรือพูดคุยพร้อมกับมองไปที่หน้าของลูก และสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ลูกจะหยุดดูดนมไปชั่วขณะเพื่อรับรู้ สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่กำลังทำต่อพวกเขา นั้นคือ การฟังสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่กำลังพูด, มองใบหน้าของพ่อแม่ และหลังจากนั้นเด็กก็จะกลับเข้าสู่จังหวะการดูด 3 ครั้งและหยุด 1 ครั้งแบบเดิมอีก
ทำไมลูกจึงดูด – ดูด – ดูด – หยุด
นับเป็นเรื่องที่แปลกมาก เนื่องจากมีการทดลองทางการแพทย์แล้วได้ผลลัพท์ที่น่าทึ่ง โดยทีมแพทย์ได้ทดลองจับเวลาระหว่างการให้นมลูก โดยปล่อยให้เด็กได้ดูดนมตามจังหวะปกติของเขา และเมื่อเด็กหยุดดูดนมก็ไม่ต้องเขย่าหรือพูดคุย กับอีกกลุ่มเมื่อเด็กหยุดดูดนมก็ให้เขย่าตัวเบาๆ พร้อมกับ ยิ้ม จ้องมอง และพูดคุยกับลูก
ผลการทดสอบที่ได้สรุปได้ดังนี้
ต่อให้เราไม่เขย่าตัวลูก (จังหวะที่ลูกหยุดดูด) ลูกก็จะกลับมาดูดนมได้เองตามจังหวะที่มั่นคง
ยิ่งเราพูดคุย จ้องมอง และเขย่าตัวลูก ลูกจะยืดจังหวะการหยุดนั้นออกไป เพราะเขากำลังรับรู้และพยายามสื่อสารกับสิ่งที่เขาได้รับรู้มา (นั้นคือการพูด การเขย่า จากพ่อแม่)
ปริมาณการกินนมของเด็กทั้ง 2 กลุ่ม เท่ากัน (จะเขย่าหรือไม่เขย่า ก็ไม่ได้กินนมมากขึ้นเท่าไรนัก)
การพูดคุยกับลูกขณะลูกกำลังดูดนมไปด้วย (โดยเฉพาะดูดนมแม่) จะทำให้ลูกไม่หลับคาอกแม่มากกว่าปล่อยให้ลูกดูดนมเงียบๆ
ลูกจะสามารถจดจำกลิ่นและเสียงของพ่อแม่ตัวเองได้ภายใน 4-7 วันนับจากวันแรกเกิด
ยิ่งคุณพูดคุยกับลูกมากเท่าไรตอนที่ลูกกำลังดูดนม เขาก็จะยิ่งจ้องมองคุณมากขึ้น และยาวนานขึ้น ลูกจะรับรู้และสัมผัสถึงความรัก ความผูกพันที่คุณมีให้กับเขามากขึ้น นั้นจึงทำให้เขาจดจำ และรับรู้ว่า เขามีคนที่คอย ดูแลและรักเขามากแค่ไหน จึงไม่แปลกที่ลูกจะติดคุณมากกว่า และจดจำพ่อแม่ได้เร็ว
นอกจากนั้นในผลการทดสอบทำให้ทราบว่า การพูดจากับลูก การเขย่าตัวลูกเบาๆ บ้าง ขณะที่เขากำลังดูดนมนั้น ตัวพ่อแม่เองก็ยังได้รับความรู้สึกอิ่มเอิบ สุขใจ ซึ่งจะหาความรู้สึกนี้จากไหนไม่ได้อีกแล้ว ดังนั้นเวลาที่ ให้ลูกดูดนมคราวหน้า อย่าลืมพูดคุยกับลูกให้มากๆ นะค่ะ
จังหวะการดูดนมของเด็กเป็นอย่างไร
โดยปกติตามธรรมชาติ เด็กที่ดูดนม (ไม่ว่าจากอกแม่หรือจากขวดนม) จะมีจังหวะการดูด (ในช่วงแรก) เป็นในลักษณะดังนี้
ดูด – ดูด – ดูด
หลังจากนั้น เมื่อลูกได้ดูดนมไปสักพักหนึ่งจะเริ่มปรับจังหวะการดูดเป็นลักษณะดังนี้
ดูด – ดูด – ดูด – หยุด (และซ้ำแบบนี้ไปเรื่อยๆ)
ช่วงจังหวะที่ลูกหยุดดูดนี้เอง พ่อแม่หลายคนกังวลว่าลูกจะหยุดดูดต่อ (กลัวลูกกินนมไม่อิ่ม) จึงทำการเขย่าตัวลูกเบาๆ หรือพูดคุยพร้อมกับมองไปที่หน้าของลูก และสิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ ลูกจะหยุดดูดนมไปชั่วขณะเพื่อรับรู้ สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่กำลังทำต่อพวกเขา นั้นคือ การฟังสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่กำลังพูด, มองใบหน้าของพ่อแม่ และหลังจากนั้นเด็กก็จะกลับเข้าสู่จังหวะการดูด 3 ครั้งและหยุด 1 ครั้งแบบเดิมอีก
ทำไมลูกจึงดูด – ดูด – ดูด – หยุด
นับเป็นเรื่องที่แปลกมาก เนื่องจากมีการทดลองทางการแพทย์แล้วได้ผลลัพท์ที่น่าทึ่ง โดยทีมแพทย์ได้ทดลองจับเวลาระหว่างการให้นมลูก โดยปล่อยให้เด็กได้ดูดนมตามจังหวะปกติของเขา และเมื่อเด็กหยุดดูดนมก็ไม่ต้องเขย่าหรือพูดคุย กับอีกกลุ่มเมื่อเด็กหยุดดูดนมก็ให้เขย่าตัวเบาๆ พร้อมกับ ยิ้ม จ้องมอง และพูดคุยกับลูก
ผลการทดสอบที่ได้สรุปได้ดังนี้
ต่อให้เราไม่เขย่าตัวลูก (จังหวะที่ลูกหยุดดูด) ลูกก็จะกลับมาดูดนมได้เองตามจังหวะที่มั่นคง
ยิ่งเราพูดคุย จ้องมอง และเขย่าตัวลูก ลูกจะยืดจังหวะการหยุดนั้นออกไป เพราะเขากำลังรับรู้และพยายามสื่อสารกับสิ่งที่เขาได้รับรู้มา (นั้นคือการพูด การเขย่า จากพ่อแม่)
ปริมาณการกินนมของเด็กทั้ง 2 กลุ่ม เท่ากัน (จะเขย่าหรือไม่เขย่า ก็ไม่ได้กินนมมากขึ้นเท่าไรนัก)
การพูดคุยกับลูกขณะลูกกำลังดูดนมไปด้วย (โดยเฉพาะดูดนมแม่) จะทำให้ลูกไม่หลับคาอกแม่มากกว่าปล่อยให้ลูกดูดนมเงียบๆ
ลูกจะสามารถจดจำกลิ่นและเสียงของพ่อแม่ตัวเองได้ภายใน 4-7 วันนับจากวันแรกเกิด
ยิ่งคุณพูดคุยกับลูกมากเท่าไรตอนที่ลูกกำลังดูดนม เขาก็จะยิ่งจ้องมองคุณมากขึ้น และยาวนานขึ้น ลูกจะรับรู้และสัมผัสถึงความรัก ความผูกพันที่คุณมีให้กับเขามากขึ้น นั้นจึงทำให้เขาจดจำ และรับรู้ว่า เขามีคนที่คอย ดูแลและรักเขามากแค่ไหน จึงไม่แปลกที่ลูกจะติดคุณมากกว่า และจดจำพ่อแม่ได้เร็ว
นอกจากนั้นในผลการทดสอบทำให้ทราบว่า การพูดจากับลูก การเขย่าตัวลูกเบาๆ บ้าง ขณะที่เขากำลังดูดนมนั้น ตัวพ่อแม่เองก็ยังได้รับความรู้สึกอิ่มเอิบ สุขใจ ซึ่งจะหาความรู้สึกนี้จากไหนไม่ได้อีกแล้ว ดังนั้นเวลาที่ ให้ลูกดูดนมคราวหน้า อย่าลืมพูดคุยกับลูกให้มากๆ นะค่ะ
5 คำถามยอดฮิตเกี่ยวกับนมแม่
เชื่อว่าคุณแม่หลายๆ คนคงตัดสินใจอยากจะเลี้ยงลูก ด้วยนมแม่ แต่ก็ยังมีความเชื่ออีกหลายข้อที่เคยเชื่อ หรือเคยได้ยิน หรือเขาบอกว่า (เขาไหนก็ไม่รู้) เกี่ยวกับนมแม่ วันนี้มาทำความรู้จักกับนมแม่ให้มากยิ่งขึ้นกับคำถามยอดฮิต (ตลอดกาล) เกี่ยวกับนมแม่กันค่ะ
1. นมแม่จะมีปริมาณพอเลี้ยงลูกเหรอค่ะ
ตามธรรมชาติแล้ว นมแม่นั้นจะผลิตมากหรือน้อย ขึ้นอยู่ว่าได้รับการกระตุ้นจากลูก (การดูดนม) บ่อยแค่ไหน การที่ลูกดูดนมแต่ละครั้งจะเป็นกระตุ้นให้ร่างกายของแม่ผลิตน้ำนมให้มากขึ้นอยู่แล้ว แต่ปัญหาที่มักจะเกิด ขึ้นจนกลายเป็นเรื่องเล่าขานว่า การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่จะมีนมไม่พอให้ลูกกิน เกิดจากสาเหตุสำคัญคือช่วงหลังจากคลอดลูก ลูกไม่ได้ดูดนมจากอกแม่ทันทีต่างหาก
ตอนคลอดลูกหากเราไม่ได้แจ้งพยาบาลหรือคุณหมอว่าจะเลี้ยงด้วยนมแม่ หลังคลอดลูกแล้วพยาบาลนำลูกของเราไปอาบน้ำ ทำความสะอาด และให้นมผงเลย ซึ่งการทำแบบนี้จะทำให้ลูกติดการกินนมจากขวด ( เพราะดูดง่าย นมออกเยอะ กินทันใจดี) ทำให้เวลามากินนมจากเต้าของแม่ก็จะร้อง หงุดหงิด นอกจากนั้นยังส่งผลต่อร่างกายของแม่ด้วย เพราะหลังคลอดแล้วหากให้ลูกดูดนมแม่ทันที (แม้ว่าจะยังไม่มีน้ำนมออกมา) จะเป็น กระตุ้นร่างกายแบบธรรมชาติให้ร่างกายผลิตน้ำนมออกมา ในต่างประเทศหลายๆ ประเทศเลิกการให้นมผงกับลูกหลังคลอดแล้ว (แม้ว่าตัวคุณแม่จะไม่ได้บอกว่าจะขอเลี้ยงด้วนมแม่) หลังจากอาบน้ำทำความสะอาดแล้ว พยาบาลจะพาลูกกลับมาหาแม่และให้ลูกดูดนมแม่ทันที ซึ่งในปัจจุบันยังมีหลายโรงพยาบาลที่ยังคงทำแบบนี้ (คือให้ลูกเรากินนมผงเลย) ดังนั้นต้องตรวจสอบให้แน่ใจตั้งแต่เนิ่นๆ นะค่ะ อย่าได้ชะล่าใจไปเชียว
คุณแม่ทั้งหลายโปรดจำไว้นะค่ะว่า ตามธรรมชาติแล้วร่างกายของเราจะผลิตน้ำนมออกมาให้ลูกกินได้อย่างพอเพียงเสมอค่ะ (ไม่อย่างนั้นในสมัยก่อนที่นมผงยังไม่มี เด็กแรกเกิดคงจะอดตายกันหมดโลกแล้วละค่ะ)
เทคนิคอีกอย่างในการกระตุ้นให้ร่างกายผลิตน้ำนมอย่างเพียงพอคือ ให้ลูกดูดนมทุกๆ 2-3 ชั่วโมงตลอดกลางวันและกลางคืน (ในช่วงแรกๆ) แม้ว่าลูกดูดแล้วจะไม่มีน้ำนมออกมา แต่ก็เป็นการกระตุ้นให้น้ำนมผลิตออก มามากขึ้นและเร็วขึ้น เพราะการผลิตน้ำนมของเต้านมแม่นั้นหากได้รับการกระตุ้นอยู่เสมอๆ ร่างกายก็จะผลิตน้ำนมออกมาอย่างสม่ำเสมอและมีปริมาณที่มากขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนั้นการนอนหลับพักผ่อน การกินอาหารที่มี ประโยชน์ (ให้ครบ 5 หมู่) และการทำจิตใจให้ผ่อนคลาย ก็จะช่วยให้ร่างกายผลิตน้ำนมได้มากขึ้น หากคุณแม่เหนื่อยกับการดูแลลูกหลังคลอดใหม่ๆ ก็อาจจะหาเวลาพักง่ายๆ ด้วยการนั่งเหยีบดปลายเท้าแบบผ่อนคลายเวลาที่ ลูกนอนหลับก็ได้ค่ะ
นอกจากนั้นอย่าลืมที่จะดื่มน้ำให้มากนะค่ะ คุณแม่ที่ให้นมลูกนั้นควรจะดื่มนมอย่างน้อย 3 ลิตรต่อวัน ควรจะจิบน้ำตลอดวัน และหลีกเลี่ยงการดื่มชา กาแฟ เหล้า หรือสูบบุหรี่ เพราะสิ่งที่คุณแม่รับเข้าไป จะมีผลต่อไป ยังน้ำนมของเราด้วยค่ะ
2. ลูกไม่ชอบดูดนมจากอกแม่ ดูดทีไรร้องไห้งอแง แต่พอให้กินจุ๊บขวดนมก็เงียบ ไม่รู้จะแก้ยังไง
ปัญหาลูก “ติด” การดูดนมจากจุ๊บขวดนม มาจากการที่ผู้ดูแล (หรือตัวคุณแม่เอง) เผลอให้ลูกดูดนมจากขวดนม ซึ่งการดูดนมจากขวดจะแตกต่างจากการดูดนมจากเต้านมแม่แน่นอน เพราะว่าการดูดนมจากจุ๊บของขวด นมจะใช้แรงน้อยกว่า และยังได้น้ำนมมากกว่าด้วย ลูกจึง “ติด” การดูดนมจากขวดนมมากกว่า
ทางแก้ก็คือ อย่าให้ลูกได้ดูดนมจากขวดนมเป็นอันขาด อย่าได้ลองเลยค่ะ เพราะลูกจะ “ติด” การดูดนมจากขวดนมง่ายกว่า และเลิกยากกว่ามาก จนสุดท้ายจะแก้ไขภายหลังก็ยากและเสียเวลามาก หากเราไม่เคยให้ลูก ดูดนมจากขวดเลย ลูกก็จะพยายามดูดนมจากเต้าเอง (เป็นไปเองตามธรรมชาติ)
หากเกิดปัญหาลูก “ติด” การดูดนมจากขวด จะโทษใครไม่ได้นอกจากโทษตัวเองที่ปล่อยให้ลูกรู้จักกับขวดนมก่อนวัยอันควรนั้นเองค่ะ โดยปกติเราจะไม่หัดให้ลูกดูดนมจากขวดในช่วง 4-5 สัปดาห์แรก แต่เมื่อลูกอายุ มากขึ้นก็อาจจะปรับเปลี่ยนให้ลูกรู้จักการดูดจากขวดนมได้บ้าง แต่ก็อาจจะเกิดปัญหาลูก “ติด” ได้ หากเป็นไปได้ก็ควรจะให้ลูกดูดนมจากอกแม่เท่านั้น (ยกเว้นกรณีที่ตัวคุณแม่ป่วย หรือไม่สามารถให้นมลูกได้ ต้องปั้มนมลูก ใส่ขวดอันนี้ก็อีกเรื่องหนึ่งค่ะ)
3. เจ็บหัวนมมากเวลาลูกดูดนม
อาการเจ็บหัวนม หรือหัวนมเป็นแผลเพราะลูกดูดนม หรือลูกขบกัดหัวนมนั้น อาจจะเกิดขึ้นได้จริง แต่ก็สามารถป้องกันได้เช่นกัน ปัญหาที่ลูกกัดหรือขบหัวนม โดยมากเกิดจากการที่ตัวคุณแม่ให้นมในตำแหน่งที่ไม่ถูกต้อง โดยตำแหน่งที่ถูกต้องนั้น ปากของลูกจะต้องปิดรอบลานนมได้สนิท ส่วนจุกหัวนมนั้นควรจะอยู่บริเวณตำแหน่งบนกลางลิ้นลูกพอดี ลูกจะใช้ลิ้นดันจุกหัวนม อาการเจ็บหัวนมก็จะไม่เกิดขึ้น แต่หากคุณแม่อุ้มลูกในตำแหน่งที่ ไม่ถูกต้อง (จุกหัวนมไม่ได้อยู่ตำแหน่งบนกลางลิ้น) ลูกก็จะพยายามดูดโดยอาจจะการขบ หรือใช้เหงือกร่วมด้วย จึงเป็นสาเหตุให้เกิดอาการบาดเจ็บได้
ทางแก้ไขคือ นอกจากจะต้องจัดท่าให้นมให้ถูกตำแหน่งแล้ว หากรู้ว่าไม่ถูกตำแหน่งก็ควรจะหยุดให้นมทันที โดยการเอานิ้วเขี่ยที่มุมปากของลูกเบาๆ โดยธรรมชาติลูกจะหยุดดูดนมและอ้าปากตามเวลาเราเขี่ยที่มุมปาก ลูก เราก็ค่อยๆ เอานมออกจากปากลูก (อย่ารีบดึงนมออกจากปากลูก เพราะจะยิ่งทำให้เกิดอาการเจ็บได้) หากเขี่ยที่มุมปากลูกแล้ว ลูกยังไม่ยอมหยุดดูด ก็ให้ใช้นิ้วกดลงบนคางลูก (ค้างไว้สักครู่) ลูกก็จะหยุดและอ้าปากเอง ตามธรรมชาติค่ะ นอกจากนั้นอาจจะใช้ครีมลาโนลินเพื่อช่วยลดอาการแตก และควรจะเปลี่ยนข้างในการให้นมลูก
4. อาหาร ยา และโรคติดต่ออื่นๆ จะส่งผลถึงน้ำนมที่ลูกกิน
- จริงหรือเปล่าที่ว่า ถ้าแม่กินของแสลง ของแสลงจะส่งผ่านไปยังน้ำนมด้วย
- ยาที่ทานมีผลส่งต่อกับลูกที่กำลังกินนมแม่หรือไม่
เป็นความเชื่อโบราณที่น่าจะเคยได้ยินมา แต่ความจริงก็คือ อาหารต่างๆ เช่น แกงเลียง, ผักและผลไม้บางชนิด ที่คนโบราณเชื่อว่ากินแล้วจะดี (หรือไม่ดี) ต่อคุณภาพน้ำนมนั้น ความจริงคือ มีผลกระทบน้อยมาก ดังนั้น คุณแม่จึงควรใส่ใจกับการทานอาหารให้ครบถ้วนทุกหมวดหมู่มากกว่าจะไปเฉพาะเจาะจงกับเมนูใดเมนูหนึ่ง
มีค่ะ เพราะยาส่วนใหญ่เกือบทุกชนิด (แม้กระทั่งยาแก้ไอ ยาแก้ปวดบางประเภท) ก็มีผลต่อระบบภายในของคุณแม่ ดังนั้นจะกินยาอะไรก็ควรจะปรึกษาคุณหมอที่ดูแลให้ดีก่อนเสมอ อย่าไปซื้อยากินเองนะค่ะ เพราะ พลาดท่าขึ้นมาจะไม่คุ้มเอาค่ะ
สำหรับโรคติดต่อที่ส่งต่อทางน้ำนมแม่นั้น มีอยู่โรคเดียวคือ โรคเอดส์ค่ะ นั้นก็หมายความว่า หากคุณแม่ท่านใดที่ติดเชื้อ HIV เมื่อคลอดลูกออกมาแล้ว (ถึงแม้ว่าลูกจะไม่ติด HIV) ก็ไม่แนะนำให้คุณแม่ท่านนั้นเลี้ยงลูก ด้วยนมแม่ค่ะ เพราะเชื้อ HIV สามารถผ่านจากนมแม่ได้ค่ะ
ถึงแม้ว่าคุณแม่ที่กำลังให้นมลูกนั้น จะทานอาหารน้อย หรือทานอาหารที่ไม่ถูกต้อง หรือไม่ครบถ้วนตามหลักโภชนาในแต่ละมื้อ ก็อย่าเพิ่งกังวลมากเกินไปว่าน้ำนมที่ให้ลูกกินนั้นจะไม่ได้คุณภาพ เพราะด้วยระบบ ธรรมชาติจะผลิตน้ำนมที่มีสารอาหารที่ลูกต้องการได้อย่างครบถ้วน แต่หากแม่ท่านใดที่ได้รับประทานอาหารอย่างครบถ้วนแล้ว น้ำนมที่ได้ก็จะมีคุณภาพที่ดีกว่า (สารอาหารในปริมาณที่มากกว่า รวมถึงแร่ธาตุอาหารบางชนิด) ดังนั้นทางที่ดีคุณแม่ที่กำลังอยู่ในช่วงให้นมลูก ก็ควรจะทานอาหารให้ครบถ้วน
5. แม่ที่มีขนาดเต้านมเล็กจะมีน้ำนมน้อยกว่าคนเต้านมใหญ่
เป็นเรื่องที่เข้าใจผิดอีกเรื่องของคนส่วนมาก เพราะเมื่อเพศหญิงคลอดลูกแล้ว แม้ว่าก่อนจะคลอดลูกจะมีขนาดเต้านมที่เล็ก แต่ธรรมชาติก็จะปรับตัวให้เอง นั้นคือเมื่อลูกดูดนมจากอกแม่ เต้านมจะมีการปรับตัวและขยาย ใหญ่ขึ้นเพื่อเก็บปริมาณน้ำนมให้มากขึ้น โดยเต้านมนี้จะขยายใหญ่ขึ้นเองเท่าที่ปริมาณที่ลูกต้องการกินนมอย่างเป็นธรรมชาติ ดังนั้นจึงไม่ต้องกังวลว่าเราเป็นคนอกเล็กจะมีน้ำนมไม่พอเพียงกับลูกของเรานะค่ะ
5 คำถามยอดฮิตเกี่ยวกับนมแม่
เชื่อว่าคุณแม่หลายๆ คนคงตัดสินใจอยากจะเลี้ยงลูก ด้วยนมแม่ แต่ก็ยังมีความเชื่ออีกหลายข้อที่เคยเชื่อ หรือเคยได้ยิน หรือเขาบอกว่า (เขาไหนก็ไม่รู้) เกี่ยวกับนมแม่ วันนี้มาทำความรู้จักกับนมแม่ให้มากยิ่งขึ้นกับคำถามยอดฮิต (ตลอดกาล) เกี่ยวกับนมแม่กันค่ะ
1. นมแม่จะมีปริมาณพอเลี้ยงลูกเหรอค่ะ
ตามธรรมชาติแล้ว นมแม่นั้นจะผลิตมากหรือน้อย ขึ้นอยู่ว่าได้รับการกระตุ้นจากลูก (การดูดนม) บ่อยแค่ไหน การที่ลูกดูดนมแต่ละครั้งจะเป็นกระตุ้นให้ร่างกายของแม่ผลิตน้ำนมให้มากขึ้นอยู่แล้ว แต่ปัญหาที่มักจะเกิด ขึ้นจนกลายเป็นเรื่องเล่าขานว่า การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่จะมีนมไม่พอให้ลูกกิน เกิดจากสาเหตุสำคัญคือช่วงหลังจากคลอดลูก ลูกไม่ได้ดูดนมจากอกแม่ทันทีต่างหาก
ตอนคลอดลูกหากเราไม่ได้แจ้งพยาบาลหรือคุณหมอว่าจะเลี้ยงด้วยนมแม่ หลังคลอดลูกแล้วพยาบาลนำลูกของเราไปอาบน้ำ ทำความสะอาด และให้นมผงเลย ซึ่งการทำแบบนี้จะทำให้ลูกติดการกินนมจากขวด ( เพราะดูดง่าย นมออกเยอะ กินทันใจดี) ทำให้เวลามากินนมจากเต้าของแม่ก็จะร้อง หงุดหงิด นอกจากนั้นยังส่งผลต่อร่างกายของแม่ด้วย เพราะหลังคลอดแล้วหากให้ลูกดูดนมแม่ทันที (แม้ว่าจะยังไม่มีน้ำนมออกมา) จะเป็น กระตุ้นร่างกายแบบธรรมชาติให้ร่างกายผลิตน้ำนมออกมา ในต่างประเทศหลายๆ ประเทศเลิกการให้นมผงกับลูกหลังคลอดแล้ว (แม้ว่าตัวคุณแม่จะไม่ได้บอกว่าจะขอเลี้ยงด้วนมแม่) หลังจากอาบน้ำทำความสะอาดแล้ว พยาบาลจะพาลูกกลับมาหาแม่และให้ลูกดูดนมแม่ทันที ซึ่งในปัจจุบันยังมีหลายโรงพยาบาลที่ยังคงทำแบบนี้ (คือให้ลูกเรากินนมผงเลย) ดังนั้นต้องตรวจสอบให้แน่ใจตั้งแต่เนิ่นๆ นะค่ะ อย่าได้ชะล่าใจไปเชียว
คุณแม่ทั้งหลายโปรดจำไว้นะค่ะว่า ตามธรรมชาติแล้วร่างกายของเราจะผลิตน้ำนมออกมาให้ลูกกินได้อย่างพอเพียงเสมอค่ะ (ไม่อย่างนั้นในสมัยก่อนที่นมผงยังไม่มี เด็กแรกเกิดคงจะอดตายกันหมดโลกแล้วละค่ะ)
เทคนิคอีกอย่างในการกระตุ้นให้ร่างกายผลิตน้ำนมอย่างเพียงพอคือ ให้ลูกดูดนมทุกๆ 2-3 ชั่วโมงตลอดกลางวันและกลางคืน (ในช่วงแรกๆ) แม้ว่าลูกดูดแล้วจะไม่มีน้ำนมออกมา แต่ก็เป็นการกระตุ้นให้น้ำนมผลิตออก มามากขึ้นและเร็วขึ้น เพราะการผลิตน้ำนมของเต้านมแม่นั้นหากได้รับการกระตุ้นอยู่เสมอๆ ร่างกายก็จะผลิตน้ำนมออกมาอย่างสม่ำเสมอและมีปริมาณที่มากขึ้นเรื่อยๆ นอกจากนั้นการนอนหลับพักผ่อน การกินอาหารที่มี ประโยชน์ (ให้ครบ 5 หมู่) และการทำจิตใจให้ผ่อนคลาย ก็จะช่วยให้ร่างกายผลิตน้ำนมได้มากขึ้น หากคุณแม่เหนื่อยกับการดูแลลูกหลังคลอดใหม่ๆ ก็อาจจะหาเวลาพักง่ายๆ ด้วยการนั่งเหยีบดปลายเท้าแบบผ่อนคลายเวลาที่ ลูกนอนหลับก็ได้ค่ะ
นอกจากนั้นอย่าลืมที่จะดื่มน้ำให้มากนะค่ะ คุณแม่ที่ให้นมลูกนั้นควรจะดื่มนมอย่างน้อย 3 ลิตรต่อวัน ควรจะจิบน้ำตลอดวัน และหลีกเลี่ยงการดื่มชา กาแฟ เหล้า หรือสูบบุหรี่ เพราะสิ่งที่คุณแม่รับเข้าไป จะมีผลต่อไป ยังน้ำนมของเราด้วยค่ะ
2. ลูกไม่ชอบดูดนมจากอกแม่ ดูดทีไรร้องไห้งอแง แต่พอให้กินจุ๊บขวดนมก็เงียบ ไม่รู้จะแก้ยังไง
ปัญหาลูก “ติด” การดูดนมจากจุ๊บขวดนม มาจากการที่ผู้ดูแล (หรือตัวคุณแม่เอง) เผลอให้ลูกดูดนมจากขวดนม ซึ่งการดูดนมจากขวดจะแตกต่างจากการดูดนมจากเต้านมแม่แน่นอน เพราะว่าการดูดนมจากจุ๊บของขวด นมจะใช้แรงน้อยกว่า และยังได้น้ำนมมากกว่าด้วย ลูกจึง “ติด” การดูดนมจากขวดนมมากกว่า
ทางแก้ก็คือ อย่าให้ลูกได้ดูดนมจากขวดนมเป็นอันขาด อย่าได้ลองเลยค่ะ เพราะลูกจะ “ติด” การดูดนมจากขวดนมง่ายกว่า และเลิกยากกว่ามาก จนสุดท้ายจะแก้ไขภายหลังก็ยากและเสียเวลามาก หากเราไม่เคยให้ลูก ดูดนมจากขวดเลย ลูกก็จะพยายามดูดนมจากเต้าเอง (เป็นไปเองตามธรรมชาติ)
หากเกิดปัญหาลูก “ติด” การดูดนมจากขวด จะโทษใครไม่ได้นอกจากโทษตัวเองที่ปล่อยให้ลูกรู้จักกับขวดนมก่อนวัยอันควรนั้นเองค่ะ โดยปกติเราจะไม่หัดให้ลูกดูดนมจากขวดในช่วง 4-5 สัปดาห์แรก แต่เมื่อลูกอายุ มากขึ้นก็อาจจะปรับเปลี่ยนให้ลูกรู้จักการดูดจากขวดนมได้บ้าง แต่ก็อาจจะเกิดปัญหาลูก “ติด” ได้ หากเป็นไปได้ก็ควรจะให้ลูกดูดนมจากอกแม่เท่านั้น (ยกเว้นกรณีที่ตัวคุณแม่ป่วย หรือไม่สามารถให้นมลูกได้ ต้องปั้มนมลูก ใส่ขวดอันนี้ก็อีกเรื่องหนึ่งค่ะ)
3. เจ็บหัวนมมากเวลาลูกดูดนม
อาการเจ็บหัวนม หรือหัวนมเป็นแผลเพราะลูกดูดนม หรือลูกขบกัดหัวนมนั้น อาจจะเกิดขึ้นได้จริง แต่ก็สามารถป้องกันได้เช่นกัน ปัญหาที่ลูกกัดหรือขบหัวนม โดยมากเกิดจากการที่ตัวคุณแม่ให้นมในตำแหน่งที่ไม่ถูกต้อง โดยตำแหน่งที่ถูกต้องนั้น ปากของลูกจะต้องปิดรอบลานนมได้สนิท ส่วนจุกหัวนมนั้นควรจะอยู่บริเวณตำแหน่งบนกลางลิ้นลูกพอดี ลูกจะใช้ลิ้นดันจุกหัวนม อาการเจ็บหัวนมก็จะไม่เกิดขึ้น แต่หากคุณแม่อุ้มลูกในตำแหน่งที่ ไม่ถูกต้อง (จุกหัวนมไม่ได้อยู่ตำแหน่งบนกลางลิ้น) ลูกก็จะพยายามดูดโดยอาจจะการขบ หรือใช้เหงือกร่วมด้วย จึงเป็นสาเหตุให้เกิดอาการบาดเจ็บได้
ทางแก้ไขคือ นอกจากจะต้องจัดท่าให้นมให้ถูกตำแหน่งแล้ว หากรู้ว่าไม่ถูกตำแหน่งก็ควรจะหยุดให้นมทันที โดยการเอานิ้วเขี่ยที่มุมปากของลูกเบาๆ โดยธรรมชาติลูกจะหยุดดูดนมและอ้าปากตามเวลาเราเขี่ยที่มุมปาก ลูก เราก็ค่อยๆ เอานมออกจากปากลูก (อย่ารีบดึงนมออกจากปากลูก เพราะจะยิ่งทำให้เกิดอาการเจ็บได้) หากเขี่ยที่มุมปากลูกแล้ว ลูกยังไม่ยอมหยุดดูด ก็ให้ใช้นิ้วกดลงบนคางลูก (ค้างไว้สักครู่) ลูกก็จะหยุดและอ้าปากเอง ตามธรรมชาติค่ะ นอกจากนั้นอาจจะใช้ครีมลาโนลินเพื่อช่วยลดอาการแตก และควรจะเปลี่ยนข้างในการให้นมลูก
4. อาหาร ยา และโรคติดต่ออื่นๆ จะส่งผลถึงน้ำนมที่ลูกกิน
- จริงหรือเปล่าที่ว่า ถ้าแม่กินของแสลง ของแสลงจะส่งผ่านไปยังน้ำนมด้วย
- ยาที่ทานมีผลส่งต่อกับลูกที่กำลังกินนมแม่หรือไม่
เป็นความเชื่อโบราณที่น่าจะเคยได้ยินมา แต่ความจริงก็คือ อาหารต่างๆ เช่น แกงเลียง, ผักและผลไม้บางชนิด ที่คนโบราณเชื่อว่ากินแล้วจะดี (หรือไม่ดี) ต่อคุณภาพน้ำนมนั้น ความจริงคือ มีผลกระทบน้อยมาก ดังนั้น คุณแม่จึงควรใส่ใจกับการทานอาหารให้ครบถ้วนทุกหมวดหมู่มากกว่าจะไปเฉพาะเจาะจงกับเมนูใดเมนูหนึ่ง
มีค่ะ เพราะยาส่วนใหญ่เกือบทุกชนิด (แม้กระทั่งยาแก้ไอ ยาแก้ปวดบางประเภท) ก็มีผลต่อระบบภายในของคุณแม่ ดังนั้นจะกินยาอะไรก็ควรจะปรึกษาคุณหมอที่ดูแลให้ดีก่อนเสมอ อย่าไปซื้อยากินเองนะค่ะ เพราะ พลาดท่าขึ้นมาจะไม่คุ้มเอาค่ะ
สำหรับโรคติดต่อที่ส่งต่อทางน้ำนมแม่นั้น มีอยู่โรคเดียวคือ โรคเอดส์ค่ะ นั้นก็หมายความว่า หากคุณแม่ท่านใดที่ติดเชื้อ HIV เมื่อคลอดลูกออกมาแล้ว (ถึงแม้ว่าลูกจะไม่ติด HIV) ก็ไม่แนะนำให้คุณแม่ท่านนั้นเลี้ยงลูก ด้วยนมแม่ค่ะ เพราะเชื้อ HIV สามารถผ่านจากนมแม่ได้ค่ะ
ถึงแม้ว่าคุณแม่ที่กำลังให้นมลูกนั้น จะทานอาหารน้อย หรือทานอาหารที่ไม่ถูกต้อง หรือไม่ครบถ้วนตามหลักโภชนาในแต่ละมื้อ ก็อย่าเพิ่งกังวลมากเกินไปว่าน้ำนมที่ให้ลูกกินนั้นจะไม่ได้คุณภาพ เพราะด้วยระบบ ธรรมชาติจะผลิตน้ำนมที่มีสารอาหารที่ลูกต้องการได้อย่างครบถ้วน แต่หากแม่ท่านใดที่ได้รับประทานอาหารอย่างครบถ้วนแล้ว น้ำนมที่ได้ก็จะมีคุณภาพที่ดีกว่า (สารอาหารในปริมาณที่มากกว่า รวมถึงแร่ธาตุอาหารบางชนิด) ดังนั้นทางที่ดีคุณแม่ที่กำลังอยู่ในช่วงให้นมลูก ก็ควรจะทานอาหารให้ครบถ้วน
5. แม่ที่มีขนาดเต้านมเล็กจะมีน้ำนมน้อยกว่าคนเต้านมใหญ่
เป็นเรื่องที่เข้าใจผิดอีกเรื่องของคนส่วนมาก เพราะเมื่อเพศหญิงคลอดลูกแล้ว แม้ว่าก่อนจะคลอดลูกจะมีขนาดเต้านมที่เล็ก แต่ธรรมชาติก็จะปรับตัวให้เอง นั้นคือเมื่อลูกดูดนมจากอกแม่ เต้านมจะมีการปรับตัวและขยาย ใหญ่ขึ้นเพื่อเก็บปริมาณน้ำนมให้มากขึ้น โดยเต้านมนี้จะขยายใหญ่ขึ้นเองเท่าที่ปริมาณที่ลูกต้องการกินนมอย่างเป็นธรรมชาติ ดังนั้นจึงไม่ต้องกังวลว่าเราเป็นคนอกเล็กจะมีน้ำนมไม่พอเพียงกับลูกของเรานะค่ะ
เราจะดูแลเต้านมและหัวนมตัวเองอย่างไรในช่วงให้นมลูก
ปัญหาที่คุณแม่ที่กำลังให้นมลูกจะต้องเจอบ่อยๆ นั้นก็คือ ปัญหาคัดเต้านม, เจ็บปวดจากการบวมพอง หรือหัวนมอาจจะเป็นแผลหรือแตก ซึ่งอาจจะเกิดจากการที่เราจัดตำแหน่งการให้นมเจ้าตัวเล็กของเราไม่ถูกต้องเท่าไรนัก วันนี้เรามีเคล็ดลับการดูแลและป้องกันปัญหาเหล่านี้ค่ะ
ทำไมเต้านมถึงบวมหรือคัดหน้าอก
สาเหตุใหญ่มาจากระดับฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลง โดยจะเกิดขึ้นหลังจากที่คุณแม่คลอดลูกออกมา โดยหน้าอกจะขยายตัวเพื่อเตรียมตัวสำหรับการผลิตน้ำนมให้ลูก (เป็นกลไกตามธรรมชาติ) สำหรับกรณีที่เกิดอาการบวม ให้บรรเทาอาการปวดด้วยการใช้ผ้าอุ่นประคบก่อนให้นมลูก และใช้ผ้าเย็นประคบในระหว่างให้นม ซึ่งนอกจากจะช่วยบรรเทาอาการปวดแล้วยังช่วยให้ลูกดูดนมได้ง่ายมากขึ้นอีกด้วย แต่บางกรณีมีอาการบวมมากจนอาจจะเป็นไข้ร่วมด้วยนั้น ขอให้ไปพบคุณหมอนะค่ะ อย่าได้ซื้อยาลดไข้หรือยาใดๆ มาทานเองในช่วงที่เราให้นมลูกเด็กขาด เพราะยาจะมีผลส่งต่อไปยังลูกของเราผ่านน้ำนมแม่ด้วย
ทำไมหัวนมแตกหรือเป็นแผล
ปัญหานี้ส่วนใหญ่เกิดจากการที่ลูกของเราไม่งับหัวนมเข้าไปทั้งหมด การแก้ไขจึงแก้ไขได้ง่ายๆ นั้นคือการจัดท่าให้นมลูกให้ถูกต้อง คือ ให้จัดตำแหน่งหัวนมของเราอยู่ตรงตำแหน่งด้านบน บริเวณกลางลิ้นของลูก และลูกจะต้องงับหัวนมเข้าไปจนริมฝีปากบนและล่างมิดฐานนมพอดี
นอกจากนั้นยังอาจจะเกิดในช่วงที่ลูกอายุประมาณ 3 เดือนเป็นต้นไป เพราะเด็กในวัยนี้จะเริ่มสนใจสิ่งแวดล้อมตัวเองมากขึ้น บ่อยครั้งเวลาที่คุณแม่กำลังให้นมอยู่ ลูกก็กลับหันหน้า (ทั้งที่ยังงับหัวนมอยู่) ไปมอง ทำให้การหันหน้าไปมาขณะที่กำลังดูดนมแม่นั้น จะสร้างความเจ็บปวดและอาจจะทำให้เกิดแผลแตกของหัวนมได้
ทางแก้ไขคือ ให้อุ้มลูกโดยให้ลูกนอนตะแคงเข้าหาตัวแม่ จัดท่าให้ศีรษะของลูกอยู่สูงกว่าลำตัวเล็กน้อย (เพื่อง่ายในการดูดนม) บริเวณท้ายทอยของลูกวางอยู่บริเวณแขนของแม่ โดยใช้มือและแขนคนละข้างกับเต้านมที่ลูกจะดูดประคองตัวลูกไว้ และใช้มือข้างเดียวกับเต้านมที่ลูกจะดูดประคองเต้านม

จากในรูปจะเห็นว่า คุณแม่ใช้มือซ้ายอุ้มลูกและประคองตัวลูกไว้ (เพราะว่าใช้เต้านมข้างขวาให้นมลูก) และใช้มือขวาประคองส่วนหัวของลูกให้แนบกับเต้านมมากขึ้น (ซึ่งถ้าเรามีหมอนก็สามารถเอามาหนุนศีรษะลูกแทนแล้วเอามือข้างขวามาช่วยประคองเต้านมไว้เผื่อลูกดูดนมแล้วหันหน้าหนี จะได้ไม่เกิดการดึงรั้งหัวนม
การป้องกันและรักษาอาการหัวนมแตกหรือเป็นแผล
การป้องกันเบื้องต้นสามารถทำได้ง่ายๆ ไม่ต้องเสียเงินใดๆ ก็คือ หลังจากลูกดูดนมเสร็จแล้ว ให้คุณแม่ใช้น้ำนมของคุณแม่เองทาละเลงลงบริเวณหัวนมและปล่อยให้แห้งทุกครั้งหลังลูกดูดนม น้ำนมจะช่วยป้องกันการแห้งแตกของผิวบริเวณหัวนมได้ พอเวลาจะให้นมครั้งต่อไปคุณแม่ก็แค่ทำความสะอาดหัวนมอีกครั้งก็ให้ลูกดูดนมต่อได้ทันที
แต่หากเป็นแผลแตกแล้ว ควรจะงดให้ลูกดูดนมในเต้านมด้านที่เป็นแผล และแนะนำให้ไปพบคุณหมอ คุณหมอจะให้ครีมมา ซึ่งจะช่วยรักษาแผลแตกได้ดี ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 1-2 วันอาการเหล่านี้ก็จะดีขึ้น (แต่ระหว่างนี้ควรงดให้ลูกดูดนมข้างที่มีแผลแตกนี้อย่างเด็ดขาด) นอกจากนั้นหากเกิดอาการคัดเต้านม (ข้างที่เป็นแผล) คุณแม่ก็ควรจะบีบน้ำนมข้างนั้นออกเพื่อลดอาการคัดและปวดหน้าอก
นอกจากนั้นในกรณีที่เป็นผื่นแดง หรือรอยช้ำ หรือรู้สึกว่าบริเวณหน้าอกร้อนผิดปกติ ขอให้รีบไปพบแพทย์ เพราะอาจจะเป็นอาการบ่งบอกว่ากำลังติดเชื้อ อาการติดเชื้อเหล่านี้สามารถรักษาให้หายได้ในเวลารวดเร็วถ้าได้รับการรักษาที่ถูกต้องตั้งแต่แรก ดังนั้นอย่าได้ชะล่าใจปล่อยให้เวลาล่วงเลยผ่านไปนะค่ะ
ทำไมเต้านมถึงบวมหรือคัดหน้าอก
สาเหตุใหญ่มาจากระดับฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลง โดยจะเกิดขึ้นหลังจากที่คุณแม่คลอดลูกออกมา โดยหน้าอกจะขยายตัวเพื่อเตรียมตัวสำหรับการผลิตน้ำนมให้ลูก (เป็นกลไกตามธรรมชาติ) สำหรับกรณีที่เกิดอาการบวม ให้บรรเทาอาการปวดด้วยการใช้ผ้าอุ่นประคบก่อนให้นมลูก และใช้ผ้าเย็นประคบในระหว่างให้นม ซึ่งนอกจากจะช่วยบรรเทาอาการปวดแล้วยังช่วยให้ลูกดูดนมได้ง่ายมากขึ้นอีกด้วย แต่บางกรณีมีอาการบวมมากจนอาจจะเป็นไข้ร่วมด้วยนั้น ขอให้ไปพบคุณหมอนะค่ะ อย่าได้ซื้อยาลดไข้หรือยาใดๆ มาทานเองในช่วงที่เราให้นมลูกเด็กขาด เพราะยาจะมีผลส่งต่อไปยังลูกของเราผ่านน้ำนมแม่ด้วย
ทำไมหัวนมแตกหรือเป็นแผล
ปัญหานี้ส่วนใหญ่เกิดจากการที่ลูกของเราไม่งับหัวนมเข้าไปทั้งหมด การแก้ไขจึงแก้ไขได้ง่ายๆ นั้นคือการจัดท่าให้นมลูกให้ถูกต้อง คือ ให้จัดตำแหน่งหัวนมของเราอยู่ตรงตำแหน่งด้านบน บริเวณกลางลิ้นของลูก และลูกจะต้องงับหัวนมเข้าไปจนริมฝีปากบนและล่างมิดฐานนมพอดี
นอกจากนั้นยังอาจจะเกิดในช่วงที่ลูกอายุประมาณ 3 เดือนเป็นต้นไป เพราะเด็กในวัยนี้จะเริ่มสนใจสิ่งแวดล้อมตัวเองมากขึ้น บ่อยครั้งเวลาที่คุณแม่กำลังให้นมอยู่ ลูกก็กลับหันหน้า (ทั้งที่ยังงับหัวนมอยู่) ไปมอง ทำให้การหันหน้าไปมาขณะที่กำลังดูดนมแม่นั้น จะสร้างความเจ็บปวดและอาจจะทำให้เกิดแผลแตกของหัวนมได้
ทางแก้ไขคือ ให้อุ้มลูกโดยให้ลูกนอนตะแคงเข้าหาตัวแม่ จัดท่าให้ศีรษะของลูกอยู่สูงกว่าลำตัวเล็กน้อย (เพื่อง่ายในการดูดนม) บริเวณท้ายทอยของลูกวางอยู่บริเวณแขนของแม่ โดยใช้มือและแขนคนละข้างกับเต้านมที่ลูกจะดูดประคองตัวลูกไว้ และใช้มือข้างเดียวกับเต้านมที่ลูกจะดูดประคองเต้านม
จากในรูปจะเห็นว่า คุณแม่ใช้มือซ้ายอุ้มลูกและประคองตัวลูกไว้ (เพราะว่าใช้เต้านมข้างขวาให้นมลูก) และใช้มือขวาประคองส่วนหัวของลูกให้แนบกับเต้านมมากขึ้น (ซึ่งถ้าเรามีหมอนก็สามารถเอามาหนุนศีรษะลูกแทนแล้วเอามือข้างขวามาช่วยประคองเต้านมไว้เผื่อลูกดูดนมแล้วหันหน้าหนี จะได้ไม่เกิดการดึงรั้งหัวนม
การป้องกันและรักษาอาการหัวนมแตกหรือเป็นแผล
การป้องกันเบื้องต้นสามารถทำได้ง่ายๆ ไม่ต้องเสียเงินใดๆ ก็คือ หลังจากลูกดูดนมเสร็จแล้ว ให้คุณแม่ใช้น้ำนมของคุณแม่เองทาละเลงลงบริเวณหัวนมและปล่อยให้แห้งทุกครั้งหลังลูกดูดนม น้ำนมจะช่วยป้องกันการแห้งแตกของผิวบริเวณหัวนมได้ พอเวลาจะให้นมครั้งต่อไปคุณแม่ก็แค่ทำความสะอาดหัวนมอีกครั้งก็ให้ลูกดูดนมต่อได้ทันที
แต่หากเป็นแผลแตกแล้ว ควรจะงดให้ลูกดูดนมในเต้านมด้านที่เป็นแผล และแนะนำให้ไปพบคุณหมอ คุณหมอจะให้ครีมมา ซึ่งจะช่วยรักษาแผลแตกได้ดี ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 1-2 วันอาการเหล่านี้ก็จะดีขึ้น (แต่ระหว่างนี้ควรงดให้ลูกดูดนมข้างที่มีแผลแตกนี้อย่างเด็ดขาด) นอกจากนั้นหากเกิดอาการคัดเต้านม (ข้างที่เป็นแผล) คุณแม่ก็ควรจะบีบน้ำนมข้างนั้นออกเพื่อลดอาการคัดและปวดหน้าอก
นอกจากนั้นในกรณีที่เป็นผื่นแดง หรือรอยช้ำ หรือรู้สึกว่าบริเวณหน้าอกร้อนผิดปกติ ขอให้รีบไปพบแพทย์ เพราะอาจจะเป็นอาการบ่งบอกว่ากำลังติดเชื้อ อาการติดเชื้อเหล่านี้สามารถรักษาให้หายได้ในเวลารวดเร็วถ้าได้รับการรักษาที่ถูกต้องตั้งแต่แรก ดังนั้นอย่าได้ชะล่าใจปล่อยให้เวลาล่วงเลยผ่านไปนะค่ะ
เราจะดูแลเต้านมและหัวนมตัวเองอย่างไรในช่วงให้นมลูก
ปัญหาที่คุณแม่ที่กำลังให้นมลูกจะต้องเจอบ่อยๆ นั้นก็คือ ปัญหาคัดเต้านม, เจ็บปวดจากการบวมพอง หรือหัวนมอาจจะเป็นแผลหรือแตก ซึ่งอาจจะเกิดจากการที่เราจัดตำแหน่งการให้นมเจ้าตัวเล็กของเราไม่ถูกต้องเท่าไรนัก วันนี้เรามีเคล็ดลับการดูแลและป้องกันปัญหาเหล่านี้ค่ะ
ทำไมเต้านมถึงบวมหรือคัดหน้าอก
สาเหตุใหญ่มาจากระดับฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลง โดยจะเกิดขึ้นหลังจากที่คุณแม่คลอดลูกออกมา โดยหน้าอกจะขยายตัวเพื่อเตรียมตัวสำหรับการผลิตน้ำนมให้ลูก (เป็นกลไกตามธรรมชาติ) สำหรับกรณีที่เกิดอาการบวม ให้บรรเทาอาการปวดด้วยการใช้ผ้าอุ่นประคบก่อนให้นมลูก และใช้ผ้าเย็นประคบในระหว่างให้นม ซึ่งนอกจากจะช่วยบรรเทาอาการปวดแล้วยังช่วยให้ลูกดูดนมได้ง่ายมากขึ้นอีกด้วย แต่บางกรณีมีอาการบวมมากจนอาจจะเป็นไข้ร่วมด้วยนั้น ขอให้ไปพบคุณหมอนะค่ะ อย่าได้ซื้อยาลดไข้หรือยาใดๆ มาทานเองในช่วงที่เราให้นมลูกเด็กขาด เพราะยาจะมีผลส่งต่อไปยังลูกของเราผ่านน้ำนมแม่ด้วย
ทำไมหัวนมแตกหรือเป็นแผล
ปัญหานี้ส่วนใหญ่เกิดจากการที่ลูกของเราไม่งับหัวนมเข้าไปทั้งหมด การแก้ไขจึงแก้ไขได้ง่ายๆ นั้นคือการจัดท่าให้นมลูกให้ถูกต้อง คือ ให้จัดตำแหน่งหัวนมของเราอยู่ตรงตำแหน่งด้านบน บริเวณกลางลิ้นของลูก และลูกจะต้องงับหัวนมเข้าไปจนริมฝีปากบนและล่างมิดฐานนมพอดี
นอกจากนั้นยังอาจจะเกิดในช่วงที่ลูกอายุประมาณ 3 เดือนเป็นต้นไป เพราะเด็กในวัยนี้จะเริ่มสนใจสิ่งแวดล้อมตัวเองมากขึ้น บ่อยครั้งเวลาที่คุณแม่กำลังให้นมอยู่ ลูกก็กลับหันหน้า (ทั้งที่ยังงับหัวนมอยู่) ไปมอง ทำให้การหันหน้าไปมาขณะที่กำลังดูดนมแม่นั้น จะสร้างความเจ็บปวดและอาจจะทำให้เกิดแผลแตกของหัวนมได้
ทางแก้ไขคือ ให้อุ้มลูกโดยให้ลูกนอนตะแคงเข้าหาตัวแม่ จัดท่าให้ศีรษะของลูกอยู่สูงกว่าลำตัวเล็กน้อย (เพื่อง่ายในการดูดนม) บริเวณท้ายทอยของลูกวางอยู่บริเวณแขนของแม่ โดยใช้มือและแขนคนละข้างกับเต้านมที่ลูกจะดูดประคองตัวลูกไว้ และใช้มือข้างเดียวกับเต้านมที่ลูกจะดูดประคองเต้านม

จากในรูปจะเห็นว่า คุณแม่ใช้มือซ้ายอุ้มลูกและประคองตัวลูกไว้ (เพราะว่าใช้เต้านมข้างขวาให้นมลูก) และใช้มือขวาประคองส่วนหัวของลูกให้แนบกับเต้านมมากขึ้น (ซึ่งถ้าเรามีหมอนก็สามารถเอามาหนุนศีรษะลูกแทนแล้วเอามือข้างขวามาช่วยประคองเต้านมไว้เผื่อลูกดูดนมแล้วหันหน้าหนี จะได้ไม่เกิดการดึงรั้งหัวนม
การป้องกันและรักษาอาการหัวนมแตกหรือเป็นแผล
การป้องกันเบื้องต้นสามารถทำได้ง่ายๆ ไม่ต้องเสียเงินใดๆ ก็คือ หลังจากลูกดูดนมเสร็จแล้ว ให้คุณแม่ใช้น้ำนมของคุณแม่เองทาละเลงลงบริเวณหัวนมและปล่อยให้แห้งทุกครั้งหลังลูกดูดนม น้ำนมจะช่วยป้องกันการแห้งแตกของผิวบริเวณหัวนมได้ พอเวลาจะให้นมครั้งต่อไปคุณแม่ก็แค่ทำความสะอาดหัวนมอีกครั้งก็ให้ลูกดูดนมต่อได้ทันที
แต่หากเป็นแผลแตกแล้ว ควรจะงดให้ลูกดูดนมในเต้านมด้านที่เป็นแผล และแนะนำให้ไปพบคุณหมอ คุณหมอจะให้ครีมมา ซึ่งจะช่วยรักษาแผลแตกได้ดี ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 1-2 วันอาการเหล่านี้ก็จะดีขึ้น (แต่ระหว่างนี้ควรงดให้ลูกดูดนมข้างที่มีแผลแตกนี้อย่างเด็ดขาด) นอกจากนั้นหากเกิดอาการคัดเต้านม (ข้างที่เป็นแผล) คุณแม่ก็ควรจะบีบน้ำนมข้างนั้นออกเพื่อลดอาการคัดและปวดหน้าอก
นอกจากนั้นในกรณีที่เป็นผื่นแดง หรือรอยช้ำ หรือรู้สึกว่าบริเวณหน้าอกร้อนผิดปกติ ขอให้รีบไปพบแพทย์ เพราะอาจจะเป็นอาการบ่งบอกว่ากำลังติดเชื้อ อาการติดเชื้อเหล่านี้สามารถรักษาให้หายได้ในเวลารวดเร็วถ้าได้รับการรักษาที่ถูกต้องตั้งแต่แรก ดังนั้นอย่าได้ชะล่าใจปล่อยให้เวลาล่วงเลยผ่านไปนะค่ะ
ทำไมเต้านมถึงบวมหรือคัดหน้าอก
สาเหตุใหญ่มาจากระดับฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลง โดยจะเกิดขึ้นหลังจากที่คุณแม่คลอดลูกออกมา โดยหน้าอกจะขยายตัวเพื่อเตรียมตัวสำหรับการผลิตน้ำนมให้ลูก (เป็นกลไกตามธรรมชาติ) สำหรับกรณีที่เกิดอาการบวม ให้บรรเทาอาการปวดด้วยการใช้ผ้าอุ่นประคบก่อนให้นมลูก และใช้ผ้าเย็นประคบในระหว่างให้นม ซึ่งนอกจากจะช่วยบรรเทาอาการปวดแล้วยังช่วยให้ลูกดูดนมได้ง่ายมากขึ้นอีกด้วย แต่บางกรณีมีอาการบวมมากจนอาจจะเป็นไข้ร่วมด้วยนั้น ขอให้ไปพบคุณหมอนะค่ะ อย่าได้ซื้อยาลดไข้หรือยาใดๆ มาทานเองในช่วงที่เราให้นมลูกเด็กขาด เพราะยาจะมีผลส่งต่อไปยังลูกของเราผ่านน้ำนมแม่ด้วย
ทำไมหัวนมแตกหรือเป็นแผล
ปัญหานี้ส่วนใหญ่เกิดจากการที่ลูกของเราไม่งับหัวนมเข้าไปทั้งหมด การแก้ไขจึงแก้ไขได้ง่ายๆ นั้นคือการจัดท่าให้นมลูกให้ถูกต้อง คือ ให้จัดตำแหน่งหัวนมของเราอยู่ตรงตำแหน่งด้านบน บริเวณกลางลิ้นของลูก และลูกจะต้องงับหัวนมเข้าไปจนริมฝีปากบนและล่างมิดฐานนมพอดี
นอกจากนั้นยังอาจจะเกิดในช่วงที่ลูกอายุประมาณ 3 เดือนเป็นต้นไป เพราะเด็กในวัยนี้จะเริ่มสนใจสิ่งแวดล้อมตัวเองมากขึ้น บ่อยครั้งเวลาที่คุณแม่กำลังให้นมอยู่ ลูกก็กลับหันหน้า (ทั้งที่ยังงับหัวนมอยู่) ไปมอง ทำให้การหันหน้าไปมาขณะที่กำลังดูดนมแม่นั้น จะสร้างความเจ็บปวดและอาจจะทำให้เกิดแผลแตกของหัวนมได้
ทางแก้ไขคือ ให้อุ้มลูกโดยให้ลูกนอนตะแคงเข้าหาตัวแม่ จัดท่าให้ศีรษะของลูกอยู่สูงกว่าลำตัวเล็กน้อย (เพื่อง่ายในการดูดนม) บริเวณท้ายทอยของลูกวางอยู่บริเวณแขนของแม่ โดยใช้มือและแขนคนละข้างกับเต้านมที่ลูกจะดูดประคองตัวลูกไว้ และใช้มือข้างเดียวกับเต้านมที่ลูกจะดูดประคองเต้านม
จากในรูปจะเห็นว่า คุณแม่ใช้มือซ้ายอุ้มลูกและประคองตัวลูกไว้ (เพราะว่าใช้เต้านมข้างขวาให้นมลูก) และใช้มือขวาประคองส่วนหัวของลูกให้แนบกับเต้านมมากขึ้น (ซึ่งถ้าเรามีหมอนก็สามารถเอามาหนุนศีรษะลูกแทนแล้วเอามือข้างขวามาช่วยประคองเต้านมไว้เผื่อลูกดูดนมแล้วหันหน้าหนี จะได้ไม่เกิดการดึงรั้งหัวนม
การป้องกันและรักษาอาการหัวนมแตกหรือเป็นแผล
การป้องกันเบื้องต้นสามารถทำได้ง่ายๆ ไม่ต้องเสียเงินใดๆ ก็คือ หลังจากลูกดูดนมเสร็จแล้ว ให้คุณแม่ใช้น้ำนมของคุณแม่เองทาละเลงลงบริเวณหัวนมและปล่อยให้แห้งทุกครั้งหลังลูกดูดนม น้ำนมจะช่วยป้องกันการแห้งแตกของผิวบริเวณหัวนมได้ พอเวลาจะให้นมครั้งต่อไปคุณแม่ก็แค่ทำความสะอาดหัวนมอีกครั้งก็ให้ลูกดูดนมต่อได้ทันที
แต่หากเป็นแผลแตกแล้ว ควรจะงดให้ลูกดูดนมในเต้านมด้านที่เป็นแผล และแนะนำให้ไปพบคุณหมอ คุณหมอจะให้ครีมมา ซึ่งจะช่วยรักษาแผลแตกได้ดี ซึ่งจะใช้เวลาประมาณ 1-2 วันอาการเหล่านี้ก็จะดีขึ้น (แต่ระหว่างนี้ควรงดให้ลูกดูดนมข้างที่มีแผลแตกนี้อย่างเด็ดขาด) นอกจากนั้นหากเกิดอาการคัดเต้านม (ข้างที่เป็นแผล) คุณแม่ก็ควรจะบีบน้ำนมข้างนั้นออกเพื่อลดอาการคัดและปวดหน้าอก
นอกจากนั้นในกรณีที่เป็นผื่นแดง หรือรอยช้ำ หรือรู้สึกว่าบริเวณหน้าอกร้อนผิดปกติ ขอให้รีบไปพบแพทย์ เพราะอาจจะเป็นอาการบ่งบอกว่ากำลังติดเชื้อ อาการติดเชื้อเหล่านี้สามารถรักษาให้หายได้ในเวลารวดเร็วถ้าได้รับการรักษาที่ถูกต้องตั้งแต่แรก ดังนั้นอย่าได้ชะล่าใจปล่อยให้เวลาล่วงเลยผ่านไปนะค่ะ
ทำไมเวลาลูกดูดนมเสร็จต้องให้ลูกเรอทุกครั้ง
หลังจากลูกดูดนมเสร็จแล้ว (ไม่ว่าจะดูดนมแม่หรือผ่านขวดนม) สิ่งที่เราเห็นชินตากันมานานก็คือ การจับอุ้มเด็กพาดบ่าให้เรอ บางครั้งลูกก็แหวะนมออกมา ทราบหรือไม่ว่า ทำไมเด็กถึงต้องเรอหรือแหวะนมออกมา และถ้าไม่ให้เรอจะเกิดผลเสียอย่างไรบ้าง
โดยปกติหากลูกของเราดูดนมอย่างรวดเร็ว (อาจจะเพราะหิวจัด) บางครั้งก็อาจจะเผลอดูดอากาศเข้าไปด้วย ยิ่งถ้าให้ลูกดูดนมจากขวด (ในปัจจุบันมีผู้ผลิตขวดนมบางรายอ้างว่าสามารถออกแบบขวดนมแบบพิเศษเพื่อป้องกันลูกดูดอากาศเข้าไปเวลาดูดนมได้) ก็จะมีอากาศเข้าไปในท้องของลูกด้วย สำหรับกรณีที่ลูกดูดนมแม่นั้น ก็มีโอกาสที่ลูกจะเผลอดูดอากาศเข้าไปได้เช่นกันในจังหวะที่ลูกหยุดดูดและอาจจะเผลออ้าปากออกจากฐานนม
ทำไมเด็กถึงแหวะนมหรือเรอ
เนื่องจากว่ากล้ามเนื้อหูรูดของกระเพาะอาหารยังไม่แข็งแรง ดังนั้นการดูดนมเข้าไปมากๆ บ่อยครั้งลูกจะแหวะนมออกมาเล็กน้อย และอาจจะตามมาด้วยการเรอ
จะให้ลูกแหวะนมหรือเรอต้องทำได้อย่างไร
ทำง่ายๆ ด้วยการอุ้มลูกพาดบ่า โดยขอแนะนำว่าให้หาผ้าสะอาดนุ่มๆ สักหน่อยวางรองบนบ่าของเราไว้ก่อน จากนั้นอุ้มลูก โดยให้บริเวณคางของลูกเราวางอยู่บนผ้าที่เราวางเตรียมไว้ แล้วก็ลูบหลังลูกเบาๆ ซึ่งในช่วงจังหวะนี้ ลูกของเราก็อาจจะหันหน้ามองไปมองมา หรืออาจจะดมๆ บริเวณบ่า ไหล่ หรือเส้นผมของคุณแม่ รวมถึงอาจจะใช้มือจิก หรือเล่นกับผมของแม่ ก็ระวังจะโดนลูกดึงผมนะค่ะ ถ้าลูกมีอาการตัวงอนิดหน่อย แสดงว่าในท้องของเขามีลม ให้อุ้มไว้สักพักลูกก็จะแหวะนมหรือเรอออกมาเองค่ะ
สำหรับเด็กบางคนซึ่งอาจจะไม่ยอมแหวะนมหรือเรอ (ซึ่งมักจะเป็นเด็กที่ดูดนมเป็นจังหวะ และดูดอย่างช้าๆ ไม่รีบเร่ง) พวกเขาอาจจะไม่ต้องการแหวะนมหรือเรอเลยก็ได้ ดังนั้นหากลองอุ้มพาดบ่าแล้ว ลูกไม่ยอมเรอหรือแหวะนม ก็ลองใช้วิธีวางลูกบนตักของคุณเอง โดยให้วางคว่ำและหันหน้าลูกไปทางด้านข้าง ซึ่งหากลูกมีลมในท้องหรือดูดนมมากเกินไปก็จะแหวะหรือเรอออกมาเองค่ะ
ถ้าลูกไม่ยอมเรอหรือแหวะนมจะเป็นไรไหม
หากลูกไม่ยอมเรอหรือแหวะนมออกมา ก็อาจจะเป็นไปได้ว่า ลูกไม่ได้มีลมในท้อง และดูดนมในปริมาณที่พอดีกับร่างกายของเขา ดังนั้นก็ไม่น่าห่วงค่ะ แต่หากลูกมีอาการงอตัว หลังจากดูดนม แต่ไม่ยอมเรอ อาจจะเป็นอาการบ่งบอกได้ว่า ลูกมีลมในท้องมาก ต้องให้ลูกเรอให้ได้ค่ะ อาจจะอุ้มพาดบ่าให้นานขึ้น ช่วยลูบไล่ลมให้ลูกหรือตบเบาๆ ที่หลังของลูกก็ได้ค่ะ ซึ่งหากลูกมีลมในท้องแต่ไม่สามารถเรอออกมาได้ ลูกอาจจะร้องเพราะปวดท้องได้ นอกจากนั้นในระหว่างมื้อนั้น หากในท้องของลูกมีลมมาก เราจะสังเกตได้ว่าลูกของเราอึดอัดและร้องไห้บ่อย
บางครั้งลูกอาจจะเรอออกมาเป็นเสียงเบามากๆ จนบางครั้งถ้าเราไปให้ความสนใจในเรื่องอื่น เราจะไม่ได้ยินเสียงลูกเรอออกมา ดังนั้นการให้ลูกเรอหรือแหวะนมออกก็เป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญด้วยนะค่ะ
โดยปกติหากลูกของเราดูดนมอย่างรวดเร็ว (อาจจะเพราะหิวจัด) บางครั้งก็อาจจะเผลอดูดอากาศเข้าไปด้วย ยิ่งถ้าให้ลูกดูดนมจากขวด (ในปัจจุบันมีผู้ผลิตขวดนมบางรายอ้างว่าสามารถออกแบบขวดนมแบบพิเศษเพื่อป้องกันลูกดูดอากาศเข้าไปเวลาดูดนมได้) ก็จะมีอากาศเข้าไปในท้องของลูกด้วย สำหรับกรณีที่ลูกดูดนมแม่นั้น ก็มีโอกาสที่ลูกจะเผลอดูดอากาศเข้าไปได้เช่นกันในจังหวะที่ลูกหยุดดูดและอาจจะเผลออ้าปากออกจากฐานนม
ทำไมเด็กถึงแหวะนมหรือเรอ
เนื่องจากว่ากล้ามเนื้อหูรูดของกระเพาะอาหารยังไม่แข็งแรง ดังนั้นการดูดนมเข้าไปมากๆ บ่อยครั้งลูกจะแหวะนมออกมาเล็กน้อย และอาจจะตามมาด้วยการเรอ
จะให้ลูกแหวะนมหรือเรอต้องทำได้อย่างไร
ทำง่ายๆ ด้วยการอุ้มลูกพาดบ่า โดยขอแนะนำว่าให้หาผ้าสะอาดนุ่มๆ สักหน่อยวางรองบนบ่าของเราไว้ก่อน จากนั้นอุ้มลูก โดยให้บริเวณคางของลูกเราวางอยู่บนผ้าที่เราวางเตรียมไว้ แล้วก็ลูบหลังลูกเบาๆ ซึ่งในช่วงจังหวะนี้ ลูกของเราก็อาจจะหันหน้ามองไปมองมา หรืออาจจะดมๆ บริเวณบ่า ไหล่ หรือเส้นผมของคุณแม่ รวมถึงอาจจะใช้มือจิก หรือเล่นกับผมของแม่ ก็ระวังจะโดนลูกดึงผมนะค่ะ ถ้าลูกมีอาการตัวงอนิดหน่อย แสดงว่าในท้องของเขามีลม ให้อุ้มไว้สักพักลูกก็จะแหวะนมหรือเรอออกมาเองค่ะ
สำหรับเด็กบางคนซึ่งอาจจะไม่ยอมแหวะนมหรือเรอ (ซึ่งมักจะเป็นเด็กที่ดูดนมเป็นจังหวะ และดูดอย่างช้าๆ ไม่รีบเร่ง) พวกเขาอาจจะไม่ต้องการแหวะนมหรือเรอเลยก็ได้ ดังนั้นหากลองอุ้มพาดบ่าแล้ว ลูกไม่ยอมเรอหรือแหวะนม ก็ลองใช้วิธีวางลูกบนตักของคุณเอง โดยให้วางคว่ำและหันหน้าลูกไปทางด้านข้าง ซึ่งหากลูกมีลมในท้องหรือดูดนมมากเกินไปก็จะแหวะหรือเรอออกมาเองค่ะ
ถ้าลูกไม่ยอมเรอหรือแหวะนมจะเป็นไรไหม
หากลูกไม่ยอมเรอหรือแหวะนมออกมา ก็อาจจะเป็นไปได้ว่า ลูกไม่ได้มีลมในท้อง และดูดนมในปริมาณที่พอดีกับร่างกายของเขา ดังนั้นก็ไม่น่าห่วงค่ะ แต่หากลูกมีอาการงอตัว หลังจากดูดนม แต่ไม่ยอมเรอ อาจจะเป็นอาการบ่งบอกได้ว่า ลูกมีลมในท้องมาก ต้องให้ลูกเรอให้ได้ค่ะ อาจจะอุ้มพาดบ่าให้นานขึ้น ช่วยลูบไล่ลมให้ลูกหรือตบเบาๆ ที่หลังของลูกก็ได้ค่ะ ซึ่งหากลูกมีลมในท้องแต่ไม่สามารถเรอออกมาได้ ลูกอาจจะร้องเพราะปวดท้องได้ นอกจากนั้นในระหว่างมื้อนั้น หากในท้องของลูกมีลมมาก เราจะสังเกตได้ว่าลูกของเราอึดอัดและร้องไห้บ่อย
บางครั้งลูกอาจจะเรอออกมาเป็นเสียงเบามากๆ จนบางครั้งถ้าเราไปให้ความสนใจในเรื่องอื่น เราจะไม่ได้ยินเสียงลูกเรอออกมา ดังนั้นการให้ลูกเรอหรือแหวะนมออกก็เป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญด้วยนะค่ะ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)