วันจันทร์ที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2556

สอนใ้ห้ลูกรู้จักคำว่า แพ้

หนูน้อยก่อนวัยเรียนมักจะมีปัญหาในการควบคุมอารมณ์

เนื่องจากพัฒนาการทางภาษายังพัฒนาไม่เต็มที่ แม้ว่าเด็กๆ ในวัยนี้จะดูรู้เรื่องมากแล้วก็ตาม ในขณะเดียวกันหนูๆ ก็ยังไม่รู้ว่าควรจะสื่อสารความรู้สึกของตัวเองอย่างไร ด้วยเหตุนี้เราจึงมักจะพบว่าเจ้าตัวเล็กก่อนวัยเรียนมักมีอารมณ์ฉุนเฉียว รุนแรงก้าวร้าว

เมื่อไม่ได้อย่างที่ตนเองต้องการ ดังนั้นหากลูกมีอาการงอแง หงุดหงิด เมื่อพ่ายแพ้ สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ควรทำคือ ช่วยลูกสำรวจอารมณ์ และสอนคำแสดงอารมณ์แก่เจ้าตัวเล็ก เช่น เสียใจ โกรธ ดีใจ สนุก ผิดหวัง เมื่อลูกมีอาการหัวเสีย คุณอาจจะลองถามลูกว่า ลูกกำลังโกรธหรือจ๊ะ หรือ ลูกเสียใจหรือเปล่า เพื่อให้เด็กๆ ได้หยุดและฝึกสังเกตอารมณ์ของเขาเอง เป็นตัวอย่างที่ดี

หากคุณเป็นคนใจร้อนและมักแสดงอารมณ์โกรธต่อหน้าลูก ก็ไม่แปลกเลยที่เด็กจะทำเช่นนั้นบ้าง ดังนั้นหากคุณต้องการให้ลูกรับมือกับความพ่ายแพ้ หรือรับมือกับสิ่งที่ไม่ได้เป็นไปตามที่หวังอย่างสงบ คุณก็ต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูกเห็นด้วย รู้ชนะแล้ว รู้แพ้บ้างดีกว่า

เมื่อพูดถึงเรื่องเกมกีฬา คงจะหนีคำว่าแพ้-ชนะไปไม่ได้ บ่อยครั้งที่พ่อแม่เล่นกับลูก ก็ยอมให้ลูกชนะจนเคยตัว เมื่อหนูน้อยเข้าสู่วัยเรียน ไปเล่นกับเพื่อนๆ แล้วแพ้ก็รับไม่ได้ โวยวาย ร้องไห้ จนเพื่อนๆ พากันงง ซึ่งเรื่องแพ้ชนะนั้นเป็นกฎธรรมดาที่เกิดขึ้นในทุกๆ สังคม และการที่คุณจะสอนให้ลูกได้เรียนรู้บทเรียนนี้เสียตั้งแต่ช่วงแรกๆ ของชีวิต ก็น่าจะเท่ากับว่าคุณได้สอนให้ลูกได้รู้จักวิธีการใช้ชีวิตในสังคมให้เป็นสุขต่อไปด้วย

หากคุณมีโอกาได้ทำกิจกรรมบางอย่างร่วมกับลูก ซึ่งต้องมีการแข่งขัน นั่นหมายความว่าในเกมนั้นย่อมมีผู้แพ้และผู้ชนะ คุณอาจเริ่มสอนลูกให้รู้จักแพ้อย่างสง่ามงามได้ในด้วยวิธีการต่อไปนี้ เล่นเกมวัดดวง เลือกเกมที่ต้องใช้การวัดดวง เช่น เปิดไพ่จับคู่ ทายเหรียญหัวหรือก้อย กระทั่งเกมง่ายๆ อย่างเป่า-ยิ้ง-ฉุบ

เพราะหากลูกแพ้นั่นก็เป็นเพราะดวงไม่ใช่เพราะว่าคุณแกล้ง เมื่อเป็นเช่นนี้ เจ้าตัวดีจะได้ฝึกรับมือกับอารมณ์เมื่อยามที่เขาต้องแพ้ดูบ้าง สร้างข้อตกลงดีๆ เพื่อไม่ให้เจ้าตัวเล็กรู้สึกแย่เกินไปที่ต้องแพ้ คุณอาจสร้างข้อตกลงดีๆ เช่น ผู้แพ้จะได้เลือกขนมหวานในมื้อเย็น หรือ ได้ดูนิทาน 1 เรื่อง

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอนี้ควรใช้เฉพาะในช่วงแรกๆ ที่ฝึกเจ้าตัวเล็กเท่านั้น และเมื่อเห็นว่าลูกรับมือความพ่ายแพ้ได้ดีขึ้น และมองว่าการแพ้เป็นเรื่องธรรมดา คุณก็ไม่จำเป็นต้องมีข้อเสนอนี้อีกต่อไป แพ้ให้ลูกดู

หากคุณแพ้ (ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม) คุณอาจแสดงอารมณ์หัวเสียเล็กน้อย เช่น แพ้อีกแล้ว! แต่ไม่เป็นไร คราวหน้าแก้ตัวใหม่ก็ได้ เพื่อให้ลูกรู้สึกว่ามันไม่เป็นไรถ้าจะมีอารมณ์หงุดหงิดบ้าง

แต่ก็ต้องควบคุมอารมณ์ไว้ และสามารถแก้ตัวใหม่ได้ เล่นอีกครั้ง ถ้าเจ้าตัวน้อยแพ้และเขารู้สึกไม่พอใจ ลองเสนอให้เล่นเกมนั้นอีกครั้ง แต่ต้องทำความเข้าใจก่อนว่าหากลูกแพ้อีก ลูกต้องยอมรับ และวันต่อไปค่อยมาแก้ตัวกันใหม่ ให้กำลังใจ

ตั้งกฎขึ้นมาว่าผู้ชนะต้องพูดกับผู้แพ้ว่า ทำได้ดีแล้ว ในทุกๆ เกมที่เล่น และห้ามเยาะเย้ย ชมความพยายาม

คุณควรใส่ใจในความพยายามเล่นเกมของลูก มากกว่าผลของเกมที่ว่าเจ้าตัวเล็กแพ้ ดังนั้น เมื่อเกมจบลงและเจ้าตัวน้อยพ่ายแพ้ ก็ควรทำให้เขารู้ว่าคุณเห็นความพยามของเขาแล้ว

และเขามีโอกาสที่จะชนะได้แน่ๆ ไม่มีใครไม่เคยแพ้ และการที่คุณเป็นผู้สอนบทเรียนเรื่องความพ่ายแพ้ให้กับลูกนั้นก็น่าจะดีเสียว่า

ที่เจ้าตัวเล็กต้องไปเรียนรู้ความพ่ายแพ้จากคนอื่น คนที่เขาอาจหัวเราะเยาะลูกของคุณ และพากันนำพฤติกรรมขี้แพ้ชวนตีของลูกไปว่าลับหลัง เพราะหากเป็นเช่นนั้นแล้ว บทเรียนแห่งความพ่ายแพ้ของลูกนั้นคงจะมีราคาค่างวดและบาดแผลที่จะตราตรึงอยู่ในใจลูกน้อยนานจนเกินไปก็เป็นได้

สำลี ตัวช่วยผิวสะอาด ที่มองข้ามไปไม่ได้

สำลี ตัวช่วยผิวสะอาด ที่มองข้ามไปไม่ได้

เมื่อพูดถึงเรื่องการดูแลเจ้าตัวน้อยแล้ว คุณแม่ทุกท่านย่อมต้องเลือกแต่สิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูก ไม่เพียงแต่เรื่องของใช้ส่วนตัวหรืออาหารการกินเท่านั้น การเลือกสำลีทำความสะอาดผิวให้กับลูกน้อยก็เป็นอีกหนึ่งเรื่องที่คุณแม่จะมองข้ามไปไม่ได้เช่นกัน

หลังจากอาบน้ำ ทาโลชั่นให้ลูกเรียบร้อยแล้ว ในส่วนของการทำความสะอาดอวัยวะต่างๆ อย่างการเช็ดใบหน้าของลูก
ควรเลือกใช้สำลีก้อนที่มีสัมผัสอ่อนนุ่ม ซึมซับน้ำได้ดี ส่วนหัวตาและหู ควรเลือกใช้เป็นสำลีก้านชนิดเล็กที่สามารถซอกซอนทำความสะอาดได้ดีกว่า ที่สำคัญต้องเลือกสำลีที่สะอาด ปราศจากสารเรืองแสงและไม่มีสารตกค้างเท่านั้น เพื่อป้องกันไม่ให้ผิวที่บอบบางของลูกน้อยเกิดการระคายเคืองและแพ้ได้

การเลือกสำลีให้กับเจ้าตัวน้อยก็มีหลักง่ายๆ ดังนี้ สำลีก้าน ต้องมีตัวก้านแข็งแรง ไม่อ่อนหักง่าย ให้สัมผัสนุ่มต่อผิวบอบบาง ซึบซับน้ำได้ดี ผ่านการฆ่าเชื้อโรคด้วยความร้อน ปราศจากสารเรืองแสง ไม่ทิ้งสารตกค้าง

เมื่อรู้วิธีเลือกสำลีกันแล้วก็มาถึงขั้นตอนทำความสะอาดลูกน้อยเสียที อุปกรณ์ที่ต้องเตรียมมีดังนี้ อ่างน้ำอุ่น สำลี สบู่เด็ก ฟองน้ำชนิดนิ่ม หรือผ้าขนหนูผืนเล็ก แป้งเด็ก ผ้าเช็ดตัว และชุดเด็กที่สะอาด

1. เริ่มด้วยสำลีชุบน้ำอุ่นบีบพอหมาด เช็ดจากหัวตาไปหางตาทีละข้าง
2. จากนั้นเช็ดหูทีละข้างด้วยสำลีก้อนใหม่
3. ใช้ผ้าขนหนูผืนเล็กชุบน้ำอุ่นพอหมาดๆ เช็ดที่หน้า ใต้คาง รอยพับรอบคอ รักแร้ คลายนิ้วลูกออกทำความสะอาดที่มือ และซอกนิ้ว ลำตัว หลัง
4. สุดท้ายทำความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศและก้น ด้วยสำลีชุบน้ำอุ่นผสมสบู่เหลวอ่อนๆ สำหรับลูกสาวให้เช็ดจากด้านหน้าไปด้านหลังเสมอ

ส่วนลูกชายให้รูดหนังหุ้มปลายอวัยวะเล็กน้อยเพื่อทำความสะอาด จากนั้นใช้สำลีชุบน้ำเช็ดน้ำสบู่ออก แล้วใช้ผ้าขนหนูซับจนแห้งสนิท จึงใช้แป้งฝุ่นลูบตัวเด็ก พร้อมสวมเสื้อผ้าชุดเด็กใหม่ที่สะอาด

Slow Life ใช้ชีวิตแบบช้าแต่ชัวร์

 Slow Life คืออะไร ทำไมต้องช้าแล้วจะตามโลกทันหรือไม่ เมื่ออ่านชื่อเรื่องนี้หลายคนคงมีความสงสัยกันไปต่างๆ นานา ช้าแล้วดีอย่างไร มาหาคำตอบกัน

 แนวคิดเรื่องการใช้ชีวิตให้ช้าลงนี้ เริ่มต้นจากการประท้วงการเปิดตัวของแมคโดนัลด์ในบริเวณบันได สเปน Piazza di Spagna ในกรุงโรม ประเทศอิตาลี ซึ่งผู้ประท้วงได้เริ่มก่อตั้งองค์กร Slow Food ขึ้น เช่นเดียวกันในหลายๆ พื้นที่ที่เริ่มมีการรณรงค์ให้มีการใช้ชีวิตอย่างช้าๆ ไม่ว่าจะเป็น Slow Travel, Slow Shopping เป็นต้น งานวิจัยของศาตราจารย์ Guttorm Flistad เรื่อง Challenges studies in the philosophy of slowness ระบุถึงหัวใจของการใช้ชีวิตอย่างเชื่องช้าว่า

 สิ่งเดียวที่จริงแท้แน่นอนก็คือ ทุกสิ่งในโลกนี้ย่อมเปลี่ยนไป และความเปลี่ยนแปลงนั้นก็เพิ่มมากขึ้นทุกๆ วัน หากเราต้องการที่จะตามความเปลี่ยนแปลงนั้นให้ทัน เราก็ต้องทำทุกอย่างในชีวิตให้เร็วขึ้น ซึ่งนี่คือสิ่งที่คนส่วนใหญ่เชื่อและกระทำอยู่ แต่อย่างไรก็ตามก็น่าจะดีไม่น้อยหากเราจะเตือนตัวเองบ่อยๆ ว่า ความต้องการขั้นพื้นฐานของคนเราไม่เคยเปลี่ยน ไม่ว่าจะเป็นความต้องการที่จะได้รับการยอมรับ ต้องการความเข้าใจ ความเอาใจใส่ และความรัก ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะได้มาก็จากการใช้เวลาจนก่อเกิดเป็นความผูกพันระหว่างมนุษย์เท่านั้น และการที่เราจะสามารถควบคุมความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วรอบๆ ตัวเราได้ ก็น่าจะมาจากการค้นพบวิธีการให้เวลากับชีวิตให้มากขึ้นนั่นเอง

 เราหลายๆ คนอาจจะคุ้นชินกับความเร่งรีบ โดยเฉพาะผู้ที่ใช้ชีวิตในเมืองใหญ่ และเมื่อสิ้นแสงสุดท้ายของวัน เราต่างก็พบว่าตัวเองเหนื่อยล้าเกินไป เกินกว่าที่จะตักตวงความสุขเล็กๆ น้อยๆ จากเวลาว่างอันน้อยนิด เหนื่อยเกินไปที่จะเล่นกับลูก เหนื่อยเกินไปที่จะอ่านเล่านิทานให้ลูกฟังถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่รู้สึกอย่างนั้น เรามาเรียนรู้ที่จะให้เวลากับชีวิตให้มากกว่านี้กันดีกว่า

 Learn to Slow Down

  การปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตที่คุ้นเคย อาจไม่ใช่เรื่องง่ายนัก หากแต่ก็ไม่ยากเกินกว่าจะทำได้ หากไม่รู้จะเริ่มอย่างไร วันหยุดสุดสัปดาห์นี้ลองหาเวลาทำสิ่งเหล่านี้ดู แล้วคุณอาจรู้สึกดีอย่างไม่น่าเชื่อ

 นั่งริมหน้าต่าง แล้วใช้เวลาจิบชาสักแก้ว โดยไม่ต้องเร่งรีบ ชื่นชมสิ่งที่คุณเห็นผ่านหน้าต่างบ้าน
 ใช้เวลาดูแลตัวเองนานขึ้นอีกนิด ไม่ว่าจะอาบน้ำ สระผม ทาครีม หรือถ้ามีเวลามากหน่อยไปเข้าสปา นวดผ่อนคลาย ก็สบายไม่ใช่น้อยเหมือนกัน
 ตระหนักอยู่เสมอว่าการทำงานหลายๆ อย่างในเวลาเดียวกัน ไม่ได้ทำให้งานเสร็จเร็วขึ้น แต่จะยิ่งทำให้คุณวุ่นวายยิ่งขึ้นมากกว่า
 หากต้องตอบคำถามใครสักคน หรือตัดสินใจอะไรบางอย่าง อย่าปล่อยให้ใครหรือสิ่งใดมาเร่งรัดคุณ คุณควรค่อยๆ ใช้เวลาในการคิดให้ดีก่อนตอบหรือก่อนตัดสินใจเสมอ
 หากเป็นไปได้หาเวลานอนกลางวันบ้าง หรือจะให้ดีเมื่อตื่นแล้ว ลองนอนต่ออีกสัก 1 ชั่วโมงในวันหยุดที่ไม่ต้องรีบร้อนไปไหน ให้เวลาร่างกายได้พักผ่อนอย่างเต็มที่

  หลายๆ คนก็คงทราบดีว่าการใช้ชีวิตที่เร่งรีบนั้น ต้องใช้พลังงานมากเพียงไร และก็คงเป็นการยากที่เราจะให้เวลามากขึ้นกับสังคมที่มีความเร่งรีบในทุกๆ เรื่อง ทั้งอาหารการกิน การท่องเที่ยว การพูดคุย ทุกอย่างล้วนกระทำในเวลาจำกัด และเมื่อเป็นเช่นนี้เราก็อาจเข้าไม่ถึงแก่นแท้ของสิ่งต่างๆ รอบตัวได้แม้สักอย่างเดียว และนี่เองจึงเป็นที่มาของ The World Institute of Slowness และองค์กรปราศจากผลกำไรทั่วโลก (Non Profit Organization) ที่ทำงานเกี่ยวกับการสนับสนุนการให้เวลากับชีวิต โดยอาจแบ่งได้เป็นหัวข้อต่างๆ คือ

 Slow Food การให้ความสำคัญกับอาหารประจำท้องถิ่น การเพาะปลูก และเลี้ยงสัตว์ภายในพื้นที่ อย่างเป็นมิตรต่อธรรมชาติ ความรู้สึกรื่นรมย์ในการเตรียมอาหาร ความสุขในการกินอาหารพร้อมหน้าเพื่อนฝูง และครอบครัว นอกไปจากนี้เด็กๆ ยังได้สิ่งดีๆ ที่จะได้ลิ้มรสชาติแท้ๆ ของอาหารที่ปราศจากสารเคมีหรือกลิ่นสังเคราะห์ ซึ่งเป็นการพัฒนาประสาทสัมผัสของเด็กๆ ด้วย

 Slow Travel การเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่นั้นๆ หรืออย่างน้อยก็เข้าไปสัมผัสวิถีชีวิตของชุมชน การใช้ชีวิตความเป็นอยู่ รวมทั้งศึกษาให้เข้าใจวัฒธรรมของที่นั้นๆ ด้วย

 Slow Book การอ่านเป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะทำให้คุณใช้ชีวิตช้าลงได้อย่างมีความสุข ทุกวันนี้เมื่อเรามีเวลาว่างเรามักจะใช้เวลาหมดไปกับการดูทีวี โดยหลงลืมไปว่าความสุขที่ได้อยู่กับตัวเอง และหลุดไปในโลกแห่งตัวอักษรนั้น เป็นอีกหนึ่งความสงบที่เราน่าจะมอบให้กับชีวิต นอกไปจากนี้การอ่านหนังสือยังช่วยลดความเครียด กระตุ้นจิตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ ให้ความสนุก เสียงหัวเราะ ความรู้ และเปิดมุมมองใหม่ๆ ให้กับชีวิต

 Slow School หรือ Slow Education การเชื่อมโยงระหว่างความรู้ วัฒนธรรม ศีลธรรม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการมองเห็นความสำคัญของการใช้ชีวิต ซึ่งแตกต่างจากโรงเรียนในปัจจุบัน ที่มักจะกันพ่อแม่และครอบครัวให้ห่างจากการเรียนรู้ของเด็กๆ และเน้นที่ผลการเรียน คะแนนสูงๆ เกรดสวยๆ เป็นหลัก


 5 Steps to give your brain a break

1.ให้เวลาตัวเอง 10 นาที ทั้งที่ทำงานและที่บ้าน ก่อนเริ่มลงมือทำงานอะไรก็ตาม เพื่อให้สมองได้เตรียมรับมือกับการงานที่จะตามมาในแต่ละวัน

2. พักกลางวัน บางคนทำงานเพลินเสียจนละเลยช่วงเวลาพักกลางวัน คุณควรใช้เวลาพักกลางวันอย่างน้อย 1 ชั่วโมงทุกวัน เดินออกไปนอกออฟฟิต สูดอากาศ เหมือนกับเป็นการพักยกให้สมอง

3. หากคุณต้องทำงานที่ต้องออกไปข้างนอกบ่อยๆ แต่ละวันควรหาเวลาสงบอย่างน้อย 10 นาที แวะพักอ่านหนังสือ ชมวิวทิวทัศน์ หยุดคิดเรื่องงานอย่างน้อยสักพักหนึ่ง คงไม่ทำให้เสียเวลามากเกินไปนัก

4. ทำงานให้เสร็จทีละอย่าง จด To DO List ทุกๆ เช้า กรณีที่มีงานเร่งหลายๆ สิ่ง ควรจัดลำดับความสำคัญให้ดี หากเป็นไปได้อาจขอความช่วยเหลือจากคนอื่น เช่น ขอให้พี่เลี้ยงช่วยดูลูก ขณะที่คุณต้องทำงาน เป็นต้น

5. หากรู้สึกว่าสิ่งที่คุณต้องทำมี มากเกินไป จนไม่รู้จะรับมืออย่างไรไหว ลองหยุดพักสักครู่ หันไปหากิจกรรมที่ผ่อนคลาย อ่านหนังสือ ฟังเพลง เดินเล่น ให้สมองปลอดโปร่งแล้วค่อยกลับมาเรียงลำดับงาน และเริ่มทำงานอีกครั้งอย่างใจเย็น หรือมอบหมายให้คนอื่นทำได้ ก็น่าจะลองแจกจ่ายงานให้คนอื่นๆ ช่วยรับผิดชอบไปบ้าง

วันศุกร์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2556

น้ำหนักตัวโดยเฉลี่ยของทารกวัยแรกเกิด – 1 ขวบ

พ่อแม่หลายคนเวลาเจอเด็กทารกคนอื่นที่รูปร่างอวบอ้วน จ้ำม้ำน่าหยิก ก็อาจจะกังวลว่า ลูกของเรานั้นมีน้ำหนักตัวน้อยเกินไปหรือเปล่า หรือบางคนก็กังวลว่าลูกของเราจะกินนมน้อยไปไหมทำให้น้ำหนักตัวน้อย วันนี้เราจะแนะนำเกณฑ์น้ำหนักมาตราฐานของเด็กในวัยแรกเกิดจนอายุ 1 ปีเพื่อเป็นแนวทางให้กับคุณพ่อคุณแม่ค่ะ


เด็กวัยแรกเกิดควรมีน้ำหนักตัวประมาณเท่าไร?
โดยปกติเด็กวัยแรกเกิดที่คลอดตามปกติ (ไม่ได้คลอดก่อนกำหนด) จะมีน้ำหนักตัวเฉลี่ยประมาณ 3,000 กรัม (3 กิโลกรัม) แต่ก็มีไม่น้อยที่เด็กเกิดมาแล้วมีน้ำหนักตัวถึง 4,000 กรัม (ทีมงานเราท่านหนึ่งเกิดมาน้ำหนักตัวตั้ง 4,200 กรัม แหนะ) ดังนั้นหากลูกของเรามีน้ำหนักตัวระหว่าง 3,000 – 4,000 กรัมก็ถือว่าเป็นปกติสำหรับเด็กแล้วค่ะ ไม่ต้องกังวลไป แต่หากลูกของเราเป็นเด็กที่คลอดก่อนกำหนด โดยมากน้ำหนักตัวจะไม่ถึง 3,000 กรัม แต่ไม่ต้องห่วงค่ะ เมื่อเขาเติบโตขึ้นน้ำหนักตัวของเขาก็จะเพิ่มไวกว่าเด็กทั่วไปเช่นกันค่ะ

เมื่อทารกแรกเกิดเข้าสู่วัย 3 เดือน
น้ำหนักตัวหลักจากแรกเกิดนั้น โดยเฉลี่ยจะมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น 700 – 800 กรัมต่อเดือน ดังนั้นเมื่อลูกของเรามีอายุครบ 3 เดือน น้ำหนักตัวของลูกก็ควรจะเพิ่มขึ้นประมาณ 2,100 – 2,400 กรัม นับจากตอนแรกเกิด แต่ทั้งนี้เด็กบางคนก็อาจจะมีเกณฑ์เพิ่มมากหรือน้อยกว่าเกณฑ์ได้ค่ะ

เมื่อทารกเข้าสู่วัย 4 – 6 เดือน
น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยในแต่ละเดือนในช่วงนี้จะอยู่ที่ 500 – 600 กรัมต่อเดือน ซึ่งจะน้อยกว่าในช่วง 1 – 3 เดือน คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องกังวลไปนะค่ะ แต่หากเด็กบางคนที่น้ำหนักตัวเพิ่มมากกว่าเกณฑ์นี้ ก็ต้องดูว่าลูกกินอะไรไปเป็นพิเศษหรือเปล่านะค่ะ

เมื่อทารกเข้าสู้วัย 7 – 9 เดือน
น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นในแต่ละเดือนจะอยู่ที่ประมาณ 400 กรัมต่อเดือน อาจมีมากหรือน้อยกว่านี้นิดหน่อยค่ะ

เมื่อทารกเข้าสู่วัย 9 – 12 เดือน
น้ำหนักตัวที่เพิ่มในแต่ละเดือนจะลดลงอีก เหลือเพียงเดือนละประมาณ 300 กรัมต่อเดือนค่ะ

เมื่อทารกเข้าสู่วัย 1 ขวบ
ช่วงนี้น้ำหนักตัวจะเพิ่มเพียงเดือนละ 200 กรัม ซึ่งมีปัจจัยหลายอย่างที่จะทำให้ลูกมีน้ำหนักตัวเพิ่มมากหรือน้อยในแต่ละเดือนด้วย

ซึ่งการเพิ่มขึ้นของน้ำหนักตัวนั้นบางครั้งอาจจะเพิ่มหรือลดเพราะมีปัจจัยอื่นที่ทำให้น้ำหนักตัวของลูกเปลี่ยนแปลง เช่น

ฟันกำลังจะขึ้น
ไม่สบายหรือมีอาการเจ็บป่วย
เพิ่งกินนมหรืออาหารเสร็จ
เพิ่งถ่ายอุจจาระหรือปัสสาวะไป
ถอดหรือใส่เสื้อผ้าหรือผ้าอ้อมสำเร็จรูป
แล้วเราควรจะชั่งน้ำหนักลูกบ่อยแค่ไหน?
หากที่บ้านมีเครื่องชั่งที่เหมาะสมอยู่แล้วก็สามารถชั่งน้ำหนักได้ทุกวันค่ะ แต่หากไม่มีก็ชั่งตอนที่เราพาลูกไปพบคุณหมอตามนัดปกติก็ได้ หากน้ำหนักตัวของลูกต่ำกว่าเกณฑ์เล็กน้อย แต่เขายังคงกินนมได้ตามปกติ ร่าเริง นอนหลับได้ตามปกติแม้น้ำหนักตัวจะเพิ่มน้อยกว่าเกณฑ์เล็กน้อยก็ยังไม่ต้องกังวลมากเกินไปนะค่ะ แต่หากต่ำกว่าเกณฑ์มากๆ ก็อาจจะขอคำแนะนำจากคุณหมอตอนที่เราพาลูกไปฉีดวัคซีนก็ได้ค่ะ

babytrick.com

น้ำหนักตัวโดยเฉลี่ยของทารกวัยแรกเกิด – 1 ขวบ

พ่อแม่หลายคนเวลาเจอเด็กทารกคนอื่นที่รูปร่างอวบอ้วน จ้ำม้ำน่าหยิก ก็อาจจะกังวลว่า ลูกของเรานั้นมีน้ำหนักตัวน้อยเกินไปหรือเปล่า หรือบางคนก็กังวลว่าลูกของเราจะกินนมน้อยไปไหมทำให้น้ำหนักตัวน้อย วันนี้เราจะแนะนำเกณฑ์น้ำหนักมาตราฐานของเด็กในวัยแรกเกิดจนอายุ 1 ปีเพื่อเป็นแนวทางให้กับคุณพ่อคุณแม่ค่ะ


เด็กวัยแรกเกิดควรมีน้ำหนักตัวประมาณเท่าไร?
โดยปกติเด็กวัยแรกเกิดที่คลอดตามปกติ (ไม่ได้คลอดก่อนกำหนด) จะมีน้ำหนักตัวเฉลี่ยประมาณ 3,000 กรัม (3 กิโลกรัม) แต่ก็มีไม่น้อยที่เด็กเกิดมาแล้วมีน้ำหนักตัวถึง 4,000 กรัม (ทีมงานเราท่านหนึ่งเกิดมาน้ำหนักตัวตั้ง 4,200 กรัม แหนะ) ดังนั้นหากลูกของเรามีน้ำหนักตัวระหว่าง 3,000 – 4,000 กรัมก็ถือว่าเป็นปกติสำหรับเด็กแล้วค่ะ ไม่ต้องกังวลไป แต่หากลูกของเราเป็นเด็กที่คลอดก่อนกำหนด โดยมากน้ำหนักตัวจะไม่ถึง 3,000 กรัม แต่ไม่ต้องห่วงค่ะ เมื่อเขาเติบโตขึ้นน้ำหนักตัวของเขาก็จะเพิ่มไวกว่าเด็กทั่วไปเช่นกันค่ะ

เมื่อทารกแรกเกิดเข้าสู่วัย 3 เดือน
น้ำหนักตัวหลักจากแรกเกิดนั้น โดยเฉลี่ยจะมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น 700 – 800 กรัมต่อเดือน ดังนั้นเมื่อลูกของเรามีอายุครบ 3 เดือน น้ำหนักตัวของลูกก็ควรจะเพิ่มขึ้นประมาณ 2,100 – 2,400 กรัม นับจากตอนแรกเกิด แต่ทั้งนี้เด็กบางคนก็อาจจะมีเกณฑ์เพิ่มมากหรือน้อยกว่าเกณฑ์ได้ค่ะ

เมื่อทารกเข้าสู่วัย 4 – 6 เดือน
น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นเฉลี่ยในแต่ละเดือนในช่วงนี้จะอยู่ที่ 500 – 600 กรัมต่อเดือน ซึ่งจะน้อยกว่าในช่วง 1 – 3 เดือน คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องกังวลไปนะค่ะ แต่หากเด็กบางคนที่น้ำหนักตัวเพิ่มมากกว่าเกณฑ์นี้ ก็ต้องดูว่าลูกกินอะไรไปเป็นพิเศษหรือเปล่านะค่ะ

เมื่อทารกเข้าสู้วัย 7 – 9 เดือน
น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นในแต่ละเดือนจะอยู่ที่ประมาณ 400 กรัมต่อเดือน อาจมีมากหรือน้อยกว่านี้นิดหน่อยค่ะ

เมื่อทารกเข้าสู่วัย 9 – 12 เดือน
น้ำหนักตัวที่เพิ่มในแต่ละเดือนจะลดลงอีก เหลือเพียงเดือนละประมาณ 300 กรัมต่อเดือนค่ะ

เมื่อทารกเข้าสู่วัย 1 ขวบ
ช่วงนี้น้ำหนักตัวจะเพิ่มเพียงเดือนละ 200 กรัม ซึ่งมีปัจจัยหลายอย่างที่จะทำให้ลูกมีน้ำหนักตัวเพิ่มมากหรือน้อยในแต่ละเดือนด้วย

ซึ่งการเพิ่มขึ้นของน้ำหนักตัวนั้นบางครั้งอาจจะเพิ่มหรือลดเพราะมีปัจจัยอื่นที่ทำให้น้ำหนักตัวของลูกเปลี่ยนแปลง เช่น

ฟันกำลังจะขึ้น
ไม่สบายหรือมีอาการเจ็บป่วย
เพิ่งกินนมหรืออาหารเสร็จ
เพิ่งถ่ายอุจจาระหรือปัสสาวะไป
ถอดหรือใส่เสื้อผ้าหรือผ้าอ้อมสำเร็จรูป
แล้วเราควรจะชั่งน้ำหนักลูกบ่อยแค่ไหน?
หากที่บ้านมีเครื่องชั่งที่เหมาะสมอยู่แล้วก็สามารถชั่งน้ำหนักได้ทุกวันค่ะ แต่หากไม่มีก็ชั่งตอนที่เราพาลูกไปพบคุณหมอตามนัดปกติก็ได้ หากน้ำหนักตัวของลูกต่ำกว่าเกณฑ์เล็กน้อย แต่เขายังคงกินนมได้ตามปกติ ร่าเริง นอนหลับได้ตามปกติแม้น้ำหนักตัวจะเพิ่มน้อยกว่าเกณฑ์เล็กน้อยก็ยังไม่ต้องกังวลมากเกินไปนะค่ะ แต่หากต่ำกว่าเกณฑ์มากๆ ก็อาจจะขอคำแนะนำจากคุณหมอตอนที่เราพาลูกไปฉีดวัคซีนก็ได้ค่ะ

babytrick.com

4 ข้อคิดเลือกซื้อเสื้อผ้าเด็กให้ลูกวัย 1-3 ขวบ

สมัยนี้ เสื้อผ้าเด็ก แฟชั่นสำหรับเด็กในช่วงอายุ 1-3 ขวบปีนั้นมีมากมาย ไม่ว่าผู้ใหญ่จะมีชุดหรู สวยงามแค่ไหน ตอนนี้แฟชั่นเหล่านั้นก็ถูกออกแบบมาให้สำหรับเจ้าตัวเล็กของเราด้วยเช่นกัน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เวลาคุณพ่อคุณแม่ที่เพิ่งจะมีลูกคนแรกนั้นเวลาไปเดินตามห้างสรรพสินค้าจะเห็นแผนกเสื้อผ้าเด็กนั้น มีเสื้อผ้าที่ออกแบบแฟชั่นหลากหลายและดูสวย หล่อ เท่ห์ ไม่แพ้แฟชั่นของผู้ใหญ่เลยทีเดียว แต่ก่อนที่เราจะเลือกซื้อเสื้อผ้าให้เด็กเล็ก โดยเฉพาะเมื่อลูกของเรานั้นอยู่ในช่วงปฐมวัยคือ 1-3 ขวบปีแรกด้วยนั้น เราควรคำนึงถึง 3 ประเด็นหลักก่อนที่จะควักเงินออกจากกระเป๋านะค่ะ ซึ่งหลายครอบครัวมักจะลืมประเด็นเหล่านี้เสมอ


1. เลือกเสื้อผ้าเด็กที่สามารถใส่ได้หลากหลายโอกาส
เสื้อผ้าเด็กบางชุดนั้น ถูกออกแบบมาด้วยแฟชั่นที่เหมาะกับการพาออกงาน เช่น เสื้อสูท ชุดราตรี ชุดนางฟ้า ฯลฯ ซึ่งหากคุณพ่อคุณแม่ที่จะซื้อชุดแนวนี้ให้ลูก ต้องจำให้ขึ้นใจว่า เด็กในวัยนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกายมาก มีการยืด ขยาย ร่างกายได้รวดเร็ว ดังนั้นหากมั่นใจว่าเสื้อผ้าที่ซื้อไปนั้น เราสามารถให้ลูกใส่ได้ทุกโอกาส ทั้งใส่ลำลองอยู่บ้าน หรือออกไปเที่ยวเล่นนอกบ้านในวันธรรมดา หรือจะออกไปงานกับพ่อแม่ก็ได้เช่นกัน แบบนี้ก็จะคุ้มค่ากว่าที่จะซื้อชุดที่ดูหรูหรา แต่ใส่เดินเล่นนอกบ้านแล้วดูแปลกๆ หรือถ้าใครจะให้ลูกใส่ชุดสูท ทักสิโด หรือชุดนางฟ้าไปเดินเล่นสนามหน้าบ้านทุกวัน หรือสัปดาห์ละครั้งได้ อันนี้ก็โอเคค่ะ ไม่ว่ากัน แต่หลายครอบครัวไม่เป็นอย่างนั้น เพราะบางครั้งจะให้ลูกใส่เสื้อผ้าเด็กชุดหล่อๆ สวยๆ อยู่บ้านเฉยๆ ก็ไม่กล้า สุดท้ายลูกโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ชุดหล่อชุดสวยที่เคยซื้อไว้ ลูกใส่ได้แค่ไม่กี่ครั้งก็ต้องยกให้ลูกคนอื่น

ในทางกลับกัน หากคุณพ่อคุณแม่ที่เลือกเสื้อผ้าแนวกลางๆ สามารถนำมาสับเปลี่ยนกับชุดอื่นๆ ได้ เพื่อเพิ่มความหลากหลายของเสื้อผ้า แบบนี้ก็จะทำให้คุ้มค่าและสามารถจับเจ้าตัวเล็กมาแต่งตัวได้หลายแนว หล่อ เท่ห์ ได้ทุกวัน คุ้มค่ากับค่าเสื้อผ้าแน่นอนค่ะ

2. เลือกเสื้อผ้าเด็กทำจาก ผ้าฝ้าย (Cotton) เป็นผ้าหลักของเสื้อผ้าเด็ก
เมืองไทยเป็นเมืองร้อน เสื้อผ้าเด็กส่วนใหญ่จะทำมาจากผ้าฝ้าย (Cotton) อยู่แล้ว แต่เสื้อผ้าเด็กบางชนิดก็ทำมาจากผ้าฝ้ายผสมบ้าง ผ้าอื่นที่ไม่ใช่ผ้าฝ้ายบ้าง เหตุที่แนะนำให้ใช้ผ้าฝ้ายนั้น เนื่องจากว่า เด็กในช่วงอายุ 1-3 ขวบนั้นเขามักจะไม่ชอบอยู่เฉย รักการเล่น ยิ่งวิ่งไปวิ่งมา เหงื่อเต็มตัว แถมยังไม่ค่อยรู้เรื่อง ไม่ระมัดระวังเรื่องความสกปรกต่างๆ อาจจะทำให้เสื้อผ้าเด็กชุดเก่งของเขาเปื้อนเอาง่ายๆ ซึ่งผ้าฝ้ายเมื่อนำมาตัดเย็บเป็นเสื้อผ้าเด็กแล้วจะมีคุณสมบัติในการระบายความร้อน และทนทานต่อการซัก (หนักๆ) ได้ดี ปัญหาเรื่องเสื้อหด เสื้อผ้าย้วยเสียทรงไม่ค่อยเกิดขึ้นกับเสื้อผ้าที่ทำมาจากผ้าฝ้าย

การระบายความร้อนเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับเสื้อผ้าเด็ก โดยเฉพาะในประเทศไทย อากาศกลางวันจะร้อนมาก และยิ่งมีฝนตกด้วย การตากผ้าวันฝนตกถือเป็นเรื่องกลุ้มใจของพ่อแม่เลยทีเดียว หากเสื้อผ้าไม่สามารถระบายความร้อนระบายเหงื่อได้ดี และยังแห้งช้า จะเกิดปัญหาผ้าเหม็นอับ หรือเสื้อผ้ามีกลิ่น ซึ่งไม่ดีต่อสุขภาพของลูกเลยค่ะ

3. อย่ายึดติดกับแบรนด์เนมในเสื้อผ้าเด็ก
แน่นอนว่าเสื้อผ้าที่มีแบรนด์เนม พ่อแม่หลายคนอาจจะเชื่อว่ามันน่าจะมีคุณภาพดีกว่า ทนทานกว่า โดยอาจจะคิดอ้างอิงจากเสื้อผ้าของผู้ใหญ่ที่เสื้อผ้าแบรนด์เนมมักจะมีคุณภาพความคงทนได้นานกว่าเสื้อผ้าตามตลาดนัดทั่วไป แต่เนื่องจากว่าเสื้อผ้าแบรนด์เนมนั้นโดยเฉพาะเสื้อผ้าเด็กจะมีราคาสูงมาก บางครั้งซื้อเสื้อเด็ก 1 ตัวของแบรนด์เนมในห้าง สามารถซื้อเสื้อผ้าเด็กตามร้านข้างนอกที่ใช้เนื้อผ้าดีๆ ได้ 2-3 ตัวเลยทีเดียว

เนื่องจากเด็กจะมีการขยายตัวเร็วกว่าผู้ใหญ่ การทุ่มทุนซื้อเสื้อผ้าเด็กที่เป็นแบรนด์เนมตัวนึงหลายร้อย หรือหลักพันบาทต่อชิ้นนั้น ดูจะเป็นการลงทุนที่ไม่ค่อยเหมาะเท่าไร เพราะใส่ได้ไม่กี่ครั้งก็โตจนใส่ไม่ได้ ยิ่งถ้าเป็นชุดแฟชั่นออกงานด้วยยิ่งนานๆ ใส่ที เผลอๆ ซื้อมาได้ใส่จริงไม่ถึง 10 ครั้งก็โตจนใส่เสื้อผ้าไม่ได้แล้ว

ดังนั้นควรจะให้ความสำคัญด้านเนื้อผ้าเป็นอันดับแรก ลำดับต่อมาคือลักษณะการตัดเย็บ และสุดท้ายคือแบบของเสื้อผ้า ส่วนจะมียี่ห้อดังหรือไม่นั้น อันนี้ก็แล้วแต่ความเหมาะสมกับฐานะเงินในกระเป๋าของคุณพ่อคุณแม่นะค่ะ

4. แต่งหล่อ แต่งสวย ให้ลูกตอนอยู่บ้านบ้างก็ได้
กรณีที่พ่อแม่หลายคนเก็บเสื้อผ้าเด็กชุดหล่อชุดเก่งให้ลูกไว้ แต่ลืมหรือไม่เคยคิดจะให้ลูกแต่งหล่อแต่งสวยเวลาอยู่บ้านเฉยๆ ก็อาจจะพลาดโอกาสดีๆ ไปนะค่ะ เพราะความจริงแล้วคุณสามารถให้เจ้าตัวเล็กดูหล่อ เท่ห์ สวย แม้จะเป็นวันธรรมดาที่นอนเล่นอยู่บ้านก็ได้ หากสังเกตดูในแต่ละปีนั้นโอกาสที่เราจะพาเจ้าตัวเล็กออกงานจริงๆ นั้นคงมีน้อยมาก

หากอยากได้ความคุ้มค่ากับเสื้อผ้าที่เสียไปแล้ว ก็ควรให้ลูกได้หล่อ ได้สวย แม้วันที่อยู่บ้านบ้างก็ไม่เป็นไร ลูกอาจจะซน เล่น ทำเสื้อผ้าเลอะบ้าง ก็อย่างเพิ่งดุหรือโกรธเขา คิดง่ายๆ ว่าเสื้อผ้าเด็กที่ซื้อมาจากร้านขายเสื้อผ้าเด็กแล้ว ถ้าเราไม่ให้เขาใส่ ก็คงไม่มีใครได้ใส่ (ยกเว้นจะเก็บส่งต่อเป็นมรกดให้น้อง) ไม่เหมือนเสื้อผ้าผู้ใหญ่ที่ถึงแม้เราจะไม่ใส่ในช่วงนี้ แต่ก็ยังมีโอกาสได้ใส่ออกงานสังคมมากกว่าลูกแน่นอน

4 ข้อคิดเลือกซื้อเสื้อผ้าเด็กให้ลูกวัย 1-3 ขวบ

สมัยนี้ เสื้อผ้าเด็ก แฟชั่นสำหรับเด็กในช่วงอายุ 1-3 ขวบปีนั้นมีมากมาย ไม่ว่าผู้ใหญ่จะมีชุดหรู สวยงามแค่ไหน ตอนนี้แฟชั่นเหล่านั้นก็ถูกออกแบบมาให้สำหรับเจ้าตัวเล็กของเราด้วยเช่นกัน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เวลาคุณพ่อคุณแม่ที่เพิ่งจะมีลูกคนแรกนั้นเวลาไปเดินตามห้างสรรพสินค้าจะเห็นแผนกเสื้อผ้าเด็กนั้น มีเสื้อผ้าที่ออกแบบแฟชั่นหลากหลายและดูสวย หล่อ เท่ห์ ไม่แพ้แฟชั่นของผู้ใหญ่เลยทีเดียว แต่ก่อนที่เราจะเลือกซื้อเสื้อผ้าให้เด็กเล็ก โดยเฉพาะเมื่อลูกของเรานั้นอยู่ในช่วงปฐมวัยคือ 1-3 ขวบปีแรกด้วยนั้น เราควรคำนึงถึง 3 ประเด็นหลักก่อนที่จะควักเงินออกจากกระเป๋านะค่ะ ซึ่งหลายครอบครัวมักจะลืมประเด็นเหล่านี้เสมอ


1. เลือกเสื้อผ้าเด็กที่สามารถใส่ได้หลากหลายโอกาส
เสื้อผ้าเด็กบางชุดนั้น ถูกออกแบบมาด้วยแฟชั่นที่เหมาะกับการพาออกงาน เช่น เสื้อสูท ชุดราตรี ชุดนางฟ้า ฯลฯ ซึ่งหากคุณพ่อคุณแม่ที่จะซื้อชุดแนวนี้ให้ลูก ต้องจำให้ขึ้นใจว่า เด็กในวัยนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกายมาก มีการยืด ขยาย ร่างกายได้รวดเร็ว ดังนั้นหากมั่นใจว่าเสื้อผ้าที่ซื้อไปนั้น เราสามารถให้ลูกใส่ได้ทุกโอกาส ทั้งใส่ลำลองอยู่บ้าน หรือออกไปเที่ยวเล่นนอกบ้านในวันธรรมดา หรือจะออกไปงานกับพ่อแม่ก็ได้เช่นกัน แบบนี้ก็จะคุ้มค่ากว่าที่จะซื้อชุดที่ดูหรูหรา แต่ใส่เดินเล่นนอกบ้านแล้วดูแปลกๆ หรือถ้าใครจะให้ลูกใส่ชุดสูท ทักสิโด หรือชุดนางฟ้าไปเดินเล่นสนามหน้าบ้านทุกวัน หรือสัปดาห์ละครั้งได้ อันนี้ก็โอเคค่ะ ไม่ว่ากัน แต่หลายครอบครัวไม่เป็นอย่างนั้น เพราะบางครั้งจะให้ลูกใส่เสื้อผ้าเด็กชุดหล่อๆ สวยๆ อยู่บ้านเฉยๆ ก็ไม่กล้า สุดท้ายลูกโตขึ้นอย่างรวดเร็ว ชุดหล่อชุดสวยที่เคยซื้อไว้ ลูกใส่ได้แค่ไม่กี่ครั้งก็ต้องยกให้ลูกคนอื่น

ในทางกลับกัน หากคุณพ่อคุณแม่ที่เลือกเสื้อผ้าแนวกลางๆ สามารถนำมาสับเปลี่ยนกับชุดอื่นๆ ได้ เพื่อเพิ่มความหลากหลายของเสื้อผ้า แบบนี้ก็จะทำให้คุ้มค่าและสามารถจับเจ้าตัวเล็กมาแต่งตัวได้หลายแนว หล่อ เท่ห์ ได้ทุกวัน คุ้มค่ากับค่าเสื้อผ้าแน่นอนค่ะ

2. เลือกเสื้อผ้าเด็กทำจาก ผ้าฝ้าย (Cotton) เป็นผ้าหลักของเสื้อผ้าเด็ก
เมืองไทยเป็นเมืองร้อน เสื้อผ้าเด็กส่วนใหญ่จะทำมาจากผ้าฝ้าย (Cotton) อยู่แล้ว แต่เสื้อผ้าเด็กบางชนิดก็ทำมาจากผ้าฝ้ายผสมบ้าง ผ้าอื่นที่ไม่ใช่ผ้าฝ้ายบ้าง เหตุที่แนะนำให้ใช้ผ้าฝ้ายนั้น เนื่องจากว่า เด็กในช่วงอายุ 1-3 ขวบนั้นเขามักจะไม่ชอบอยู่เฉย รักการเล่น ยิ่งวิ่งไปวิ่งมา เหงื่อเต็มตัว แถมยังไม่ค่อยรู้เรื่อง ไม่ระมัดระวังเรื่องความสกปรกต่างๆ อาจจะทำให้เสื้อผ้าเด็กชุดเก่งของเขาเปื้อนเอาง่ายๆ ซึ่งผ้าฝ้ายเมื่อนำมาตัดเย็บเป็นเสื้อผ้าเด็กแล้วจะมีคุณสมบัติในการระบายความร้อน และทนทานต่อการซัก (หนักๆ) ได้ดี ปัญหาเรื่องเสื้อหด เสื้อผ้าย้วยเสียทรงไม่ค่อยเกิดขึ้นกับเสื้อผ้าที่ทำมาจากผ้าฝ้าย

การระบายความร้อนเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับเสื้อผ้าเด็ก โดยเฉพาะในประเทศไทย อากาศกลางวันจะร้อนมาก และยิ่งมีฝนตกด้วย การตากผ้าวันฝนตกถือเป็นเรื่องกลุ้มใจของพ่อแม่เลยทีเดียว หากเสื้อผ้าไม่สามารถระบายความร้อนระบายเหงื่อได้ดี และยังแห้งช้า จะเกิดปัญหาผ้าเหม็นอับ หรือเสื้อผ้ามีกลิ่น ซึ่งไม่ดีต่อสุขภาพของลูกเลยค่ะ

3. อย่ายึดติดกับแบรนด์เนมในเสื้อผ้าเด็ก
แน่นอนว่าเสื้อผ้าที่มีแบรนด์เนม พ่อแม่หลายคนอาจจะเชื่อว่ามันน่าจะมีคุณภาพดีกว่า ทนทานกว่า โดยอาจจะคิดอ้างอิงจากเสื้อผ้าของผู้ใหญ่ที่เสื้อผ้าแบรนด์เนมมักจะมีคุณภาพความคงทนได้นานกว่าเสื้อผ้าตามตลาดนัดทั่วไป แต่เนื่องจากว่าเสื้อผ้าแบรนด์เนมนั้นโดยเฉพาะเสื้อผ้าเด็กจะมีราคาสูงมาก บางครั้งซื้อเสื้อเด็ก 1 ตัวของแบรนด์เนมในห้าง สามารถซื้อเสื้อผ้าเด็กตามร้านข้างนอกที่ใช้เนื้อผ้าดีๆ ได้ 2-3 ตัวเลยทีเดียว

เนื่องจากเด็กจะมีการขยายตัวเร็วกว่าผู้ใหญ่ การทุ่มทุนซื้อเสื้อผ้าเด็กที่เป็นแบรนด์เนมตัวนึงหลายร้อย หรือหลักพันบาทต่อชิ้นนั้น ดูจะเป็นการลงทุนที่ไม่ค่อยเหมาะเท่าไร เพราะใส่ได้ไม่กี่ครั้งก็โตจนใส่ไม่ได้ ยิ่งถ้าเป็นชุดแฟชั่นออกงานด้วยยิ่งนานๆ ใส่ที เผลอๆ ซื้อมาได้ใส่จริงไม่ถึง 10 ครั้งก็โตจนใส่เสื้อผ้าไม่ได้แล้ว

ดังนั้นควรจะให้ความสำคัญด้านเนื้อผ้าเป็นอันดับแรก ลำดับต่อมาคือลักษณะการตัดเย็บ และสุดท้ายคือแบบของเสื้อผ้า ส่วนจะมียี่ห้อดังหรือไม่นั้น อันนี้ก็แล้วแต่ความเหมาะสมกับฐานะเงินในกระเป๋าของคุณพ่อคุณแม่นะค่ะ

4. แต่งหล่อ แต่งสวย ให้ลูกตอนอยู่บ้านบ้างก็ได้
กรณีที่พ่อแม่หลายคนเก็บเสื้อผ้าเด็กชุดหล่อชุดเก่งให้ลูกไว้ แต่ลืมหรือไม่เคยคิดจะให้ลูกแต่งหล่อแต่งสวยเวลาอยู่บ้านเฉยๆ ก็อาจจะพลาดโอกาสดีๆ ไปนะค่ะ เพราะความจริงแล้วคุณสามารถให้เจ้าตัวเล็กดูหล่อ เท่ห์ สวย แม้จะเป็นวันธรรมดาที่นอนเล่นอยู่บ้านก็ได้ หากสังเกตดูในแต่ละปีนั้นโอกาสที่เราจะพาเจ้าตัวเล็กออกงานจริงๆ นั้นคงมีน้อยมาก

หากอยากได้ความคุ้มค่ากับเสื้อผ้าที่เสียไปแล้ว ก็ควรให้ลูกได้หล่อ ได้สวย แม้วันที่อยู่บ้านบ้างก็ไม่เป็นไร ลูกอาจจะซน เล่น ทำเสื้อผ้าเลอะบ้าง ก็อย่างเพิ่งดุหรือโกรธเขา คิดง่ายๆ ว่าเสื้อผ้าเด็กที่ซื้อมาจากร้านขายเสื้อผ้าเด็กแล้ว ถ้าเราไม่ให้เขาใส่ ก็คงไม่มีใครได้ใส่ (ยกเว้นจะเก็บส่งต่อเป็นมรกดให้น้อง) ไม่เหมือนเสื้อผ้าผู้ใหญ่ที่ถึงแม้เราจะไม่ใส่ในช่วงนี้ แต่ก็ยังมีโอกาสได้ใส่ออกงานสังคมมากกว่าลูกแน่นอน