วันอังคารที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2556

รักลูกให้ตี ดีจริงหรือ

การเลี้ยงดูเจ้าตัวเล็กอาจจะเรียกได้ว่าเป็นงานแห่งความรัก ที่ผู้เป็นพ่อแม่ต้องทุ่มเท ทั้งแรงกายแรงใจ ฟูมฟักให้ลูกรักได้รับสิ่งที่ดีที่สุด จนบางครั้งหากลูกทำสิ่งที่ผิดพลาด หรือไม่เชื่อฟัง คุณก็อาจผิดหวัง ขาดสติ จนพลั้งมือตีเจ้าตัวเล็กด้วยความโกรธ และหลังจากนั้นก็กลับมานั่งเสียใจกับสิ่งที่ตัวเองทำลงไป และอดถามตัวเองไม่ได้ว่า เราทำถูกหรือเปล่านะ ที่ตีลูกแบบนั้น



 ก่อนจะตีต้องมีสติ

เป็นที่ถกเถียงกันมานาน และยังหาบทสรุปไม่ได้ว่าการตีลูกนั้นสมควรหรือไม่ บ้างก็ว่าไม่จำเป็น พูดดี ๆ เจ้าตัวเล็กก็น่าจะเข้าใจแล้ว แต่ถ้าพูดดีๆ แล้วลูกไม่ฟังล่ะ พ่อแม่ก็อาจมีอารมณ์โมโหขึ้นมาได้เหมือนกัน ซึ่งในกรณีนี้ สุภาษิตที่ว่า รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี น่าจะใช้ได้ผลดียิ่งขึ้น หากเพิ่มเติมอีกสักนิดว่า รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี อย่างมีสติ เพราะหากคุณจะตีลูกสักครั้ง คุณก็ควรจะยั้งคิดก่อนว่า การตีนี้เพื่ออะไร การตีลูก ไม่ควรเป็นการระบายอารมณ์โกรธของคุณไปสู่ลูก เพราะนั่นจะเท่ากับว่าคุณกำลังทำร้ายร่างกายเจ้าตัวเล็ก หากคุณมีสติและใคร่ครวญแล้วว่าการตีเบาๆ ที่มือหรือที่แขนของลูกจะช่วยทำให้เจ้าตัวเล็กที่กำลังอาละวาดหยุดและยอมฟังเหตุผลที่คุณจะพูด การตีแบบนี้ก็อาจจะเป็นการสมเหตุสมผลมากกว่า

อย่างไรก็ตาม หากคุณยึดมั่นว่าการตีเท่านั้นที่จะหยุดยั้งพฤติกรรมไม่น่ารักของลูกได้ คุณก็ควรทบทวนความคิดอีกครั้ง เพราะโดยทั่วไปแล้ว การทำโทษลูกด้วยวิธีการตี หรือใช้กำลังนั้น จะทำให้ลูกหยุดพฤติกรรมไม่ดีได้เพียงชั่วคราวเท่านั้น รวมทั้งยังเป็นการปลูกฝังความคิดว่า คนที่ตัวใหญ่กว่า สามารถใช้กำลังในการควบคุมคนที่อ่อนแอกว่าได้ ให้กับลูกด้วย ซึ่งไม่ใช่ทัศนคติที่ถูกต้องนัก



 กฎทองของการลงโทษ

การลงโทษที่ได้ผลดีที่สุดคือการลงโทษที่ไม่พร่ำเพรื่อ หากคุณลงโทษลูกแล้ว แต่พฤติกรรมไม่ดีของลูกยังคงอยู่ นั่นก็แสดงว่าการลงโทษของคุณไม่ได้ผล และคุณควรหาวิธีอื่นๆ ต่อไป เด็กๆ เรียนรู้จากความผิดพลาดเช่นเดียวกับผู้ใหญ่ ฉะนั้นคุณไม่จำเป็นต้องทำโทษลูกทุกครั้งที่เขาทำผิด เก็บการลงโทษไว้สำหรับความผิดพลาดที่หนักหนา ซึ่งคุณพร่ำสอน พร่ำบอกแต่ลูกไม่ทำตามดีกว่า คุณควรเข้าใจว่า อารมณ์กราดเกรี้ยวกับการลงโทษนั้น เป็นคนละเรื่องและไม่ควรนำมาปนกัน

หากคุณโกรธลูกมากๆ คุณอาจเดินออกจากบริเวณนั้นไปสักพัก เพื่อระงับสติอารมณ์ แต่ทั้งนี้ ไม่ควรนิ่งเฉยกับลูกโดยสิ้นเชิง เพราะลูกอาจเข้าใจว่าความรักและความสนใจของคุณที่มีต่อเขานั้นเป็นสิ่งที่มีเงื่อนไข คือจะเกิดขึ้นเมื่อลูกทำตัวดีๆ เท่านั้น รวมทั้งเจ้าตัวน้อยบางคนก็อาจจะรู้สึกดีที่คุณไม่เข้ามายุ่งเกี่ยว โดยไม่ได้เข้าใจให้ถูกต้องว่าตนเองทำผิดอย่างไร ดังนั้นวิธีที่ดีคือ คุณควรบอกให้ลูกรู้ว่า คุณจะไปสงบสติอารมณ์ เพราะพฤติกรรมของลูกทำให้คุณรู้สึกแย่ และคุณจะกลับมาเพื่อหาทางแก้ไขพฤติกรรมนี้ร่วมกับเขาในที่สุด



 ไม่ต้องตีก็ดีเหมือนกันนะ

แม้ว่าในบางครั้งคุณจำเป็นต้องตีเจ้าตัวเล็กบ้าง เพื่อให้ลูกหยุดโยเยและยอมฟัง แต่ทั้งนี้ การตีลูก อาจไม่ใช่วิธีการลงโทษที่ดีที่สุด คุณอาจทำโทษเจ้าตัวเล็กได้หลายทางนอกไปจากการตี ตวาด หรือขู่ให้ลูกกลัว ซึ่งหนึ่งในวิธีที่ได้ผลดีก็คือ การขอเวลานอกหรือ Time-Out นั่นเอง





How to Time-Out
ตั้งเกณฑ์ให้แน่นอน 

ตัดสินใจว่าเมื่อไรที่คุณจะใช้กฎ Time-Out กับลูก เช่น เมื่อลูกเริ่มอาละวาดทำร้ายคนอื่น หรือเมื่อลูกตวาด พูดคำหยาบ เป็นต้น และควรหาบริเวณที่เหมาะสมต่อการทำโทษนี้ ซึ่งควรเป็นที่ที่ปราศจากของเล่น โทรทัศน์ และเด็กๆ วัยเดียวกัน สำหรับหนูน้อยวัยเรียน การให้นั่งที่บันไดขั้นล่างสุด หรือมุมห้องเงียบๆ ดูจะเหมาะสมที่สุด

เตือนล่วงหน้า 

คุณควรเตือนลูกก่อนเสมอ เมื่อเห็นว่าลูกเริ่มมีพฤติกรรมไม่เหมาะสม เพื่อให้โอกาสลูกหยุดพฤติกรรมนั้นๆ ด้วยการอธิบายสั้นๆ ว่าเขาทำผิดอย่างไร และทำไมสิ่งที่ลูกทำจึงเป็นสิ่งที่คุณยอมรับไม่ได้ และหากเขาไม่หยุด ก็ถึงเวลาต้องใช้กฎ Time-Out

ยืดหยุ่นกับระยะเวลา 

ผู้เชี่ยวชาญด้านพฤติกรรมเด็กแนะนำว่า ระยะเวลาการ Time-Out ควรเท่ากับอายุของลูก เช่นเด็ก 6 ขวบ ก็ควรใช้กฏ Time-Out 6 นาที อย่างไรก็ตาม หากลูกดูสงบและยอมขอโทษภายใน 2 นาทีที่โดนทำโทษ คุณก็ควรหยุดกฏ Time-Out ได้

ซ้ำเติม

หลังจากเจ้าตัวเล็กยอมขอโทษ อย่าพูดซ้ำเติมสิ่งที่ลูกทำพลาด เช่น แม่ไม่ชอบที่ลูกโยนลูกบอลใส่น้อง คุณควรเปลี่ยนเป็น ลูกอารมณ์ดีที่จะเล่นกับน้องแล้วใช่ไหม เราไปเล่นกันเถอะ จะดีกว่า


หนูเกลียดมะเขือเทศ

คุณแม่มือใหม่หรือจะมือเก๋าคงเคยเจอปัญหาลูกรักเบื่ออาหาร ถึงแม้ว่าจะสรรหาสารพัดวิธีเพื่อให้ลูกรักทานอาหารได้อิ่มในแต่ละมื้อจนหมดไอเดียแล้วก็ตาม งั้นเราลองมาหาพืชผักที่มีคุณสมบัติช่วยไม่ให้เบื่ออาหารอย่างมะเขือเทศผลแดงๆ มาปรุงเมนูอาหารให้ลูกรักกันดู เมนูนี้ทำง่ายไม่ยุ่งยากอย่างที่คิด เหมาะกับลูกอายุ 5 เดือนขึ้นไป นั่นคือเมนูมะเขือเทศบดสะกดใจลูกรัก

ประโยชน์ที่ได้จากมะเขือเทศบด

มะเขือเทศมีวิตามินเอ วิตามินซี สร้างความสดชื่น ป้องกันหวัด และช่วยในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อรา แบคทีเรีย แก้อาการเบื่ออาหารได้ดี เหมาะสำหรับลูกน้อยที่เบื่ออาหาร เมื่อนำมาบดจะได้คุณค่าทางอาหารอย่างมาก ซึ่งสำหรับเด็กวัยเบบี้ใช้มะเขือเทศเนื้อประมาณ 1-4 ผลก็เพียงพอแล้ว ทั้งนี้ หากคุณเลือกมะเขือเทศลูกโตก็อาจจะใช้แค่ 2-3 ผลก็ได้

กระบวนการลงมือทำ

นำมะเขือเทศล้างน้ำให้สะอาด พักไว้
ตั้งน้ำให้เดือด นำมะเขือเทศลงต้มประมาณ 7 นาที และนำมาแช่น้ำเย็นหรือน้ำอุณหภูมิห้อง
นำมะเขือเทศที่ต้มแล้วมาปอกเปลือก แล้วเอาเฉพาะส่วนเนื้อของมะเขือเทศมาบดให้ละเอียด ส่วนเมล็ดให้คัดทิ้งไป
เท่านี้ก็ได้มะเขือเทศบดสะกดใจไว้สำหรับป้อนลูกรักยามเบื่ออาหารแล้วล่ะ

โภชนาการที่ได้รับ

สำหรับเด็กวัย 6 เดือนนั้นนมยังถือว่าเป็นอาหารหลักอยู่ ส่วนอาหารเสริมป้อนลูกน้อยวันละ 1 มื้อก็เพียงพอ โดยต้องเป็นอาหารบดละเอียดก่อน ทั้งนี้ เมนูมะเขือเทศบดนี้เป็นเมนูที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง เพราะเจ้าลูกแดงๆ อย่างมะเขือเทศนั้นมีวิตามินเอสูงช่วยบำรุงสายตาได้ และวิตามินซีก็มากเช่นกัน ช่วยรักษาโรคลักปิดลักเปิดได้ หรือหากอยากเพิ่มโปรตีน คาร์โบไฮเดรตให้ลูกอาจผสมมะเขือเทศบดลงในข้าวบดผสมไข่แดงบด เติมน้ำแกงจืดเล็กน้อย แต่ไม่ต้องปรุงรส ก็จะได้อีกเมนูหนึ่งไว้เป็นอาหารเสริมให้ลูกน้อย
ที่สำคัญไม่ควรให้ลูกน้อยทานเปล่าๆ เพราะรสชาติจะเข้มข้นเกินไปสำหรับเด็กอายุขนาดนี้ ควรนำไปผสมอาหารชนิดอื่นที่กล่าวมาเพื่อเพิ่มรสชาติ เพราะมะเขือเทศนั้นมีความหวานจากธรรมชาติอยู่ในตัวอยู่แล้ว

รับมือกับวัยต่อต้านอาหาร

ชุดเด็กเด็กหลวมกันลงรึเปล่าค่ะ


T.Berry Brazelton, M.D. หรือ ดร.แบรี่ บราเซลตัน ผู้เขียนหนังสือขายดีที่รู้จักกันดีเรื่อง Touchpoints (ทัชพอยต์) เป็นผู้ก่อตั้งแผนกพัฒนาการเด็กในโรงพยาบาลบอสตัน และเป็นศาสตราจารย์คลินิกเกียรติคุณ ที่แผนกการแพทย์ มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้กล่าวไว้ว่า ในช่วงวัย 1 ขวบ พัฒนาการการกินของเด็กจะก้าวมาถึงจุดที่ลูกจะได้เรียนรู้ว่า อาหารไม่ได้มีไว้เพียงกินอย่างเดียวเท่านั้น แต่เขายังสามารถที่จะเล่นสนุกกับของกินตรงหน้าไปพร้อมๆ กับหม่ำเข้าไปในท้องได้ด้วย เขาสามารถที่จะตักอาหารกินเอง หรืออาจจะละเลงใส่บนพื้นเพื่อความสนุกสนานก็ได้ หรือแม้แต่จะปิดปากแน่น และไม่ว่าเขาจะออกฤทธิ์ออกเดชกับการป้อนของคุณแค่ไหนก็ตาม อย่าใจอ่อนกับเขาเป็นอันขาด

ในฐานะพ่อแม่คุณจำเป็นต้องหาโอกาสเหมาะๆ ที่จะป้อนข้าวให้เขาได้กินจนอิ่ม ในช่วงเวลาที่เขากำลังสนุกสนานกับอาหารตรงหน้า เรียกว่าได้ทำหน้าที่ผู้ดูแลเรื่องอาหารการกิน โดยไม่ไปขัดขวางความสนุกสนานของเขา ซึ่งบางครั้งคุณอาจต้องมีอาหารให้ลูกไว้ตักกินเองถ้วยหนึ่ง และคุณเองก็มีถ้วยหนึ่งไว้เพื่อป้อนลูก ถึงแม้มื้อนั้นจะเลอะเทอะไปบ้าง แต่ก็ทำให้ลูกเจริญอาหารได้มากขึ้นเช่นกัน

เมื่อลูกถึงวัยต่อต้านอาหาร
เมื่อคุณต้องเผชิญหน้ากับการต่อต้านของลูกวัยหนึ่งขวบในมื้ออาหาร ลองทำตามแผนทางเลือกนี้ดูซิ

อย่าอยู่ใกล้ๆ เพื่อคอยป้อนอาหารให้ลูก แต่ควรให้อาหารชิ้นเล็กๆ แก่ลูกสักสองชิ้น ในขณะที่คุณก็ทำงานในครัวต่อไป (ควรมองเห็นลูกไปด้วยได้)

ปล่อยให้ลูกเลือกอาหารด้วยตัวเอง

ให้ลูกได้ลองใช้เครื่องใช้ที่คุ้นเคยและไม่แตก เด็กส่วนใหญ่จะเริ่มใช้ช้อนเป็นตอนอายุ 16 เดือน (ในประเทศญี่ปุ่นเด็กๆ เริ่มที่จะใช้ตะเกียบได้ตอน 18 เดือน! สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงการลอกเลียนแบบผู้ใหญ่ และเป็นการเข้าสู่ขั้นตอนที่ยากขึ้น)

เมื่อลูกทำอาหารหล่นหมดทั้งสองชิ้น เติมให้ใหม่อีกสองชิ้น

เมื่อจะส่งอาหารให้ลูกลองทาน ให้อยู่ข้างหลังเขา ไม่ใช่ตรงหน้า

พยายามให้อาหารลูกครั้งละ 1 อย่าง เพื่อที่เขาจะได้มีสมาธิกับอาหารตรงหน้ามากขึ้น

เมื่อเขาเริ่มจะเล่นหรือเริ่มขว้างปาอาหารก็ถือว่าเป็นสัญญาณว่ามื้ออาหารนั้นควรสิ้นสุดได้แล้ว อุ้มลูกลงอย่างสงบ พูดกับลูกโดยไม่ต้องตำหนิติเตียน บอกเขาว่า เสร็จแล้วลูก

ไม่ต้องให้อาหารใดแก่ลูกเป็นพิเศษจนกว่าจะถึงมื้ออาหารว่าง สามารถช่วยเสริมในเรื่องสารอาหารแก่ลูกได้ แต่อย่าให้กินจุบจิบ เพราะการกินจุบจิบเป็นเหมือนวิธีที่พ่อแม่พยายามแอบให้ขนมลูก เมื่อเห็นว่าลูกไม่สนใจที่จะกินและนั่นก็จะทำให้ลูกไม่หิวเมื่อถึงเวลาอาหารจริง

เด็กในวัยนี้มักทำให้พ่อแม่ต้องเผชิญหน้ากับบทบาทใหม่ เมื่อพ่อหรือแม่ถามว่า ควรทำอย่างไร ถ้าเกิดอารมณ์โกรธลูก คำตอบก็จะมีแต่ว่า ไม่ต้องทำอะไร และเมื่อพ่อแม่ถามอีกว่า ควรทำอย่างไรเพื่อให้ลูกกินอาหารที่ครบถ้วน ก็ต้องตอบไปอีกครั้งว่า คุณไม่สามารถทำได้หรอก นี่อาจเป็นเรื่องที่เจ็บปวดสำหรับพ่อแม่ เพราะมันไม่ง่ายเลยที่จะปล่อยให้เป็นเช่นนั้น แต่การปล่อยให้ลูกน้อยเริ่มเรียนรู้ด้วยตัวเขาเองจะเป็นผลดีต่อตัวเขาด้วย

แก้ไขล่าสุด: 2 พ.ย. 2554

อาหารเสริมที่โฆษณาในทีวี

เด็กๆ วัยเตาะแตะบางคนดูภายนอกเหมื่อว่ามีพัฒนาการปกติดี แต่เมื่อเจาะลึกเรื่องอาหารการกินแล้ว บางคนไม่ยอมกินข้าว เนื้อสัตว์ หรือไข่เลย ชอบกินแต่ขนมปังและผลไม้ ทั้งๆ ที่ในช่วงขวบปีแรกก็เคยสามารถกินได้ดี ส่วนนมสามารถกินได้ดีไม่มีปัญหา เราจะช่วยลูกเรื่องการกินได้อย่างไรดี

เข้าใจดีในช่วงวัยเตาะแตะจะมีบางช่วงของการเติบโตเริ่มเบื่ออาหาร น้ำหนักไม่ขึ้น หรือบางช่วงวัยก็อาจจะเดินเก่ง วิ่งเก่ง ใช้พลังงานมาก กินไปไม่เหลือเก็บ ทำให้น้ำหนักจึงไม่ขึ้นแต่ส่วนสูงขึ้น ดังนั้นการปฏิเสธอาหารและเลือกอาหารเป็นเรื่องปกติสำหรับเด็กวัยนี้ เพราะว่าเขาต้องการแสดงความเป็นตัวของเขาเอง แต่ถ้ากินแต่ขนมปังและผลไม้ กินข้าวกินกับนานไปอาจกระทบต่อการเติบโตได้ ถ้าอยากให้ลูกกินต้องสร้างพฤติกรรมการกินใหม่

1. เริ่มด้วยไม่ให้กินนมจากขวดตอนกลางวัน ฝึกให้กินจากถ้วย และไม่ให้กินนมหลังมื้อเที่ยงคืน ถ้าร้องกินให้กินแต่น้ำเปล่า งดน้ำที่มีสารรสหวาน

2. ให้เด็กเลือกเมนูอาหารเองถ้าเป็นไปได้ อาจจะทำเมนูอาหารมีภาพสีสันสวยงาม ลองหามาเปิดให้ลูกเลือกดู

3. เตรียมอาหารนิ่มหรือหยาบ พอกลืนได้ไม่ติดคอใส่จาน แต่งสีสันให้น่ากิน ใช้ผักแต่งทำให้มีรูปร่างที่เด็กสามารถปรับเปลี่ยนตามจินตนาการของเขาได้ เช่น รถไฟ หน้าคน ดวงอาทิตย์

4. เก็บของเล่น ปิดโทรทัศน์ สิ่งรบกวนที่สามารถเบี่ยงแบนความสนใจเสีย

5. ล้างมือให้สะอาด ให้ลูกนั่งโต๊ะอาหาร วางอาหารตรงหน้า ให้เขาตักหรือหยิบกินเอง เขาจะกิน จะเล่น ทำเลอะเทอะก็ต้องยอม ให้เวลา 30 นาที ถ้ากินได้น้อยช่วยป้อนให้หน่อย ถ้าไม่ยอมกินให้เลิก เก็บอาหารเสีย และระหว่างมื้ออาหารให้กินน้ำ เขาจะได้หิวจนกินอาหารมื้อต่อไปได้

6. สร้างบรรยากาศในแต่ละมื้ออาหารให้อบอุ่น สนุก แต่อย่าให้หัวเราะมากอาจสำลักอาหารได้

7. เด็กบางคนถ้าได้กินอาหารกับเด็กในวัยเดียวกัน อาจกินอาหารได้มากกว่ากินคนเดียว

ส่วนนมที่เสริมให้นั้น Pediasure เป็นสูตรนมที่มีกำลังงานเข้มข้นกว่านมปกติ รสหวาน ถ้าลูกกินได้น้อย สามารถให้กินเสริมมื้อก่อนนอนวันละ 2 มื้อได้ ส่วน Nutren Junior เป็นสูตรนมที่โปรตีนได้ถูกย่อยมาแล้วมีน้ำตาลเหมือนนมเด็กทั่วไป กินแล้วดูดซึมได้เลยไม่ต้องย่อย นมชนิดหลังให้กินแทนนมปกติได้ทุกมื้อ เหมาะสำหรับเด็กที่กินน้อย กินแล้วย่อยและดูดซึมได้ไม่ดี อย่างไรก็ดีเด็กวัยนี้ควรให้อาหารเด็กครบ 5 หมู่เป็นอาหารหลักและนมเป็นอาหารเสริมมากกว่า

โดย : ดร.วันดี วราวิทย์

เทคนิคง่ายๆ สร้างเสริมวินัยให้กับลูกน้อย

ด้วยเด็กวัยเรียนมักให้ความสำคัญกับเทคโนโลยี การเรียน และเพื่อนๆ มากขึ้นตามลำดับ ทำให้บางครั้งลูกอาจจะหลงลืมหรือตั้งใจละเลยวินัยเบื้องต้นไป โดยเฉพาะความรับผิดชอบหน้าที่ต่างๆ ในครอบครัว อย่างเช่น กรอกน้ำ ทำความสะอาด เอาขยะไปทิ้ง หรือแม้แต่ความตรงต่อเวลาที่เป็นวินัยเบื้องต้นที่เด็กวัยนี้สามารถเข้าใจได้แล้ว วันนี้เรามีวิธีง่ายๆ ที่จะสร้างวินัยให้กับลูกน้อยวัยประถมกัน? ?

1. การให้รางวัล คุณพ่อคุณแม่ควรให้รางวัลด้วยการปรบมือ กอด หอม ซึ่งการสัมผัสต่างๆ เหล่านี้ ลูกน้อยจะรับรู้และเรียนรู้ว่าเป็นพฤติกรรมที่คุณพ่อคุณแม่ชอบ และอยากให้ทำบ่อยๆ แต่อย่าให้รางวัลลูกน้อยในพฤติกรรมในทางที่ไม่ดี เพราะจะทำให้ลูกน้อยอยากทำพฤติกรรมนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ข้อควรระวังอย่าให้รางวัลพร่ำเพรื่อจนเด็กไม่เห็นคุณค่าของการให้รางวัลนั้น

2. การลงโทษ การใช้เทคนิคนี้ใช้ได้ในกรณีที่ลูกน้อยพยายามเรียกร้องความสนใจจากคุณพ่อคุณแม่เกินเหตุ อาจใช้เทคนิคไม่สนใจ เช่น การเดินหลีกออกมาเมื่อเขาเริ่มแสดงฤทธิ์เดช หรือกระทำโดยไม่ใช้อารมณ์ เช่น ไม่พูด ทำเฉยๆ ทำทีไม่รับรู้ เขาก็จะออกฤทธิ์ไม่นานเพราะคุณพ่อคุณแม่ไม่สนใจ ข้อควรระวังเมื่อลูกน้อยทำผิดโดยไม่เจตนา เช่น ตกใจ ตื่นเต้น จนทำให้เด็กทำอะไรผิดพลาด การใช้เทคนิคนี้อาจทำให้ลูกน้อยรู้สึกผิด ขาดความมั่นใจในตนเองหรือเมื่อลูกน้อยก้าวร้าว ทำร้ายคนอื่น ทำข้าวของเสียหาย เทคนิคนี้ใช้ไม่ได้ผล คุณพ่อคุณแม่ควรเข้าไปห้ามปรามทันที

3. ความสม่ำเสมอ คุณพ่อคุณแม่ต้องมีความแน่วแน่ และมีความสม่ำเสมอในสิ่งที่สั่งสอน อย่าฝึกวินัยให้ลูกน้อยตามอารมณ์อันไม่แน่นอน ข้อห้ามก็คือข้อห้าม ไม่เว้นวันใด ดังนั้นอย่ากำหนดข้อห้ามกับลูกน้อยถ้าคุณพ่อคุณแม่ไม่คิดจริงจังกับข้อห้ามนั้นๆ เพราะลูกจะเรียนรู้โดยอัตโนมัติว่าสิ่งที่คุณสั่งสอนไม่แน่นอน ไม่ศักดิ์สิทธิ์ ไม่มีความหมาย ไม่จำเป็นต้องเอาใจใส่

4. ความอดทน คุณพ่อคุณแม่ที่มีความอดทนในการสั่งสอนลูกน้อย ด้วยความรัก ความไว้วางใจ ย่อมเพียงพอที่จะทำให้ลูกน้อยยอมรับฟัง และทำตาม คุณพ่อคุณแม่ที่จะฝึกวินัยให้ลูกต้องเชื่อมั่นว่าลูกน้อยทำได้ ต้องสงบ หนักแน่นอย่าแสดงอารมณ์โกรธ ตวาดเสียงดัง แม้ว่าจะสอนซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่ลูกน้อยก็ยังทำไม่ได้อย่างที่คุณคาดหวังไว้ พึงระลึกไว้ว่าเด็กก็คือเด็กวันยังค่ำ

หลากคำถามกับออทิสติก

คุณพ่อคุณแม่ที่มีปัญหาคับข้องใจเรื่องพฤติกรรมลูก หรือกำลังเครียดว่าลูกของเรานั้นจะกลายเป็นเด็กที่มีปัญหาทางพฤติกรรมหรือไม่ ผศ.พญ.จันท์ฑิตา พฤกษานานนท์ จะมาไขคำตอบให้คุณพ่อคุณแม่กัน

Q : เด็กออทิสติก บุคลิกภาพโดยรวมที่สังเกตได้จะเป็นอย่างไร
A : ส่วนใหญ่พ่อแม่จะพามาหาคุณหมอด้วยเหตุลูกไม่พูด และถ้าสังเกตดีๆ จะพบว่าเด็กมีลักษณะอื่นร่วมด้วย คือไม่สบตา แยกตัวไม่เล่นกับใคร ไม่สามารถสื่อความต้องการให้คนอื่นรับรู้ได้ต่างจากเด็กพูดช้าทั่วไป เพราะเด็กพูดช้าเขายังสื่อความหมายด้วยท่าทางได้ เช่น ชี้บอกความต้องการ มีการมองหน้าสื่อสายตา ส่งเสียงอืออาเรียกคนอื่นบ้าง แต่เด็กออทิสติกจะสื่อไม่ได้เลย อย่างเวลาเขาอยากได้น้ำก็จะจับมือแม่ไปที่ขวดน้ำ บางคนก็เข้าใจว่านี่เป็นการสื่อภาษาของเขา แต่จริงๆ สำหรับเขา แม่เป็นเพียงเครื่องมืออย่างหนึ่งเท่านั้นเองถ้าเปรียบเทียบในความรู้สึกเขา ดังนั้นแม่ก็ไม่ต่างอะไรกับที่เปิดขวดเท่านั้น

Q : ในการรักษาเด็กแต่ละคนต้องเริ่มต้นอย่างไรบ้าง
A : เด็กส่วนใหญ่กุมารแพทย์จะเป็นผู้ส่งมาให้ แรกๆ เราก็จะปล่อยให้เด็กอยู่ตามลำพังกับพ่อแม่ หรือพี่เลี้ยงที่พาเขามา อยู่ในห้องสังเกตพฤติกรรม เราหมายถึงทีมงานซึ่งจะมีดิฉัน แพทย์ และนักวิจัย คอยสังเกตผ่านกระจกวันเวย์ ดูว่าเขาแตกต่างจากเด็กวัยเดียวกันมั้ย แล้วเริ่มทดสอบจากสิ่งที่เราสงสัย เช่นว่าถ้าเราเดินเข้าไปเขาจะหันมามองเราไหม เขาติดแม่ไหม ลองให้แม่เดินออกจากห้อง เขาจะทำอย่างไร หรือลองขัดใจดูว่าจะตอบสนองในรูปไหน เป็นต้น
หลังจากนั้นก็กลับมาให้ความสำคัญกับปัญหาที่พาเด็กมาและซักประวัติเพื่อสรุปวินิจฉัย การซักประวัติต้องละเอียดเพราะลักษณะบางอย่างที่คล้ายออทิสติกแต่อาจไม่ใช่ ซึ่งอาจมีเหตุผลมีที่มาก็ได้ เช่น ออทิสติกชอบเล่นซ้ำๆ เด็กคนนี้ก็ชอบเล่นซ้ำๆ แต่ปรากฏว่าพอซักประวัติแล้ว แม่ให้เล่นแต่ของเล่นเดิมชิ้นเดียว อย่างนี้แสดงว่าเป็นเรื่องของการเลี้ยงดู บางรายต้องไปเยี่ยมบ้านเพื่อดูสภาพความเป็นอยู่ และสังเกตพฤติกรรมเด็กที่บ้าน เมื่อผ่านกระบวนการวินิจฉัยแล้ว หมอก็จะอธิบายให้พ่อแม่ฟังแล้วให้พ่อแม่กลับไปทบทวนดูว่า ที่หมอเห็นว่าลูกผิดปกตินี้พ่อแม่สังเกตเห็นแบบนี้มั้ย แล้วค่อยมารักษา

Q : การรักษาเน้นแก้ไขด้านไหนเป็นพิเศษบ้าง
A : เราจะเน้นด้านพัฒนาการทางสังคม เพราะเด็กกลุ่มนี้เขาจะอยู่ในโลกของตัวเองเป็นส่วนใหญ่ ไม่สนใจใคร ทำให้ขาดโอกาสในการเรียนรู้ด้านอื่นๆ ตามมา รวมทั้งเรื่องการสื่อภาษาหรือเรื่องพูดด้วย บางคนก็เล่นอะไรซ้ำๆ อยู่คนเดียว เราก็จะทำให้เขาเห็นความแตกต่างของคนกับวัตถุ ทำให้เขาสนใจคนอื่นได้บ้าง เริ่มสบตาคนอื่นได้นานขึ้น หรือเริ่มมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นได้ แล้วเขาก็จะเริ่มเรียนรู้บางสิ่งบางอย่าง จากคนที่เขามีปฏิสัมพันธ์ด้วย การเล่นซ้ำๆ ก็เริ่มลดลง เพราะเขารู้จักเล่นอย่างอื่นมากขึ้น หลังจากนั้นเขาก็จะเริ่มสื่อด้วยท่าทางบ้าง ก่อนจะเป็นคำพูดในที่สุด ฟังดูเหมือนง่ายแต่คุณพ่อคุณแม่หลายคนคงทราบดีว่ามันไม่ง่ายนัก เพราะเขาต้องทุ่มเทมาก แต่ก็คุ้มกับการที่เขาได้ลูกกลับมาอยู่ในโลกเดียวกับเขา ไม่ใช่อยู่ในโลกของตัวเอง สื่ออะไรกันก็ไม่ได้

Q : พ่อแม่ต้องตั้งรับอย่างไร มีคำแนะนำอะไรบ้าง
A : คงต้องเริ่มจากการเข้าใจและยอมรับก่อนว่าลูกเราเป็นอะไร แล้วรีบสร้างความพร้อม โดยเฉพาะด้านกำลังใจให้เกิดขึ้นให้ได้ เพราะคุณพ่อคุณแม่คือกำลังสำคัญที่จะช่วยให้เด็กพัฒนาต่อไป เพราะจริงๆ แล้วการบำบัดรักษาเด็กกลุ่มนี้พ่อแม่ไม่ได้มีบทบาทแค่พาลูกมาให้หมอรักษาแค่นั้น แต่คุณพ่อคุณแม่เป็นเหมือนหนึ่งในทีมผู้รักษาเลย ดิฉันและคุณหมอก็ให้ได้แค่คำแนะนำหรือสาธิตให้ดู คุณพ่อคุณแม่ต้องนำไปปฏิบัติที่บ้านอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง ซึ่งจากประสบการณ์เด็กจะดีขึ้นช้า หรือเร็วพ่อแม่มีส่วนมาก เพราะฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่ต้องมีกำลังใจ มีความพยายามและอดทน

Q : การทำงานกับเด็กออทิสติกมีความยากลำบากอย่างไรบ้าง
A : งานนี้เป็นเรื่องของพฤติกรรม ดังนั้นต้องอาศัยเวลา ความพยายาม และความอดทนอย่างมาก ที่สำคัญรายละเอียดในการช่วยเหลือมันไม่มีอะไรตายตัว เด็กแต่ละคนก็ต่างกัน เราต้องคิดปรับตลอดเวลา

Q : เป้าหมายสูงสุดของการทำงานตรงนี้คืออะไร
A : งานจิตวิทยาคือการศึกษาพฤติกรรม ดิฉันก็นำตรงนั้นมาปรับใช้มาบำบัดเขา และหวังอยากเห็นเด็กๆ พวกนี้สามารถใช้ชีวิตได้ใกล้เคียงกับคนปกติมากที่สุด และถ้าเป็นไปได้ก็อยากให้เขาหายจนเป็นปกติ

เมื่อลูกชายไม่ถูกกับพ่อ

คำถาม - ดิฉันมีลูกชาย 1 หญิง 1 ตอนเล็กๆ ลูกชายจะติดพ่อมากค่ะ แต่ตอนนี้ลูกชายอายุ 13 ปีแล้วมักไม่ค่อยถูกกับคุณพ่อเท่าไร คือช่องว่างระหว่างพ่อกับลูกชายจะมากขึ้น แต่กับคุณแม่เขาก็เหมือนเดิม จะชอบอ้อนแม่จนบางครั้งคุณพ่อก็แอบน้อยใจบ้างเหมือนกัน ปัญหาตรงนี้เกิดจากอะไรคะคุณหมอ และพอจะมีทางแก้ไขบ้างไหมคะ

คำตอบ - ช่วงเล็กๆ เด็กทุกคนจะติดแม่มากกว่าพ่อ เนื่องจากแม่จะเข้าใจความรู้สึกและตอบสนองความต้องการของเด็กบ่อยกว่า ทำให้เด็กๆ อยากอยู่ใกล้หรืออาจติดใจกับบริการของแม่ก็ได้ แต่เมื่อโตขึ้นเด็กวัยรุ่นส่วนใหญ่จะใกล้ชิดพ่อมากกว่าแม่ และไม่ต้องการการดูแลแบบประคบประหงมเนื่องจากรู้สึกว่าโตแล้ว เด็กทุกคนอยากเก่งและอยากมีความสามารถใกล้เคียงพ่อแม่ ดังนั้นพ่อแม่คู่ใดที่ฝึกสอนให้ลูกวัยรุ่นตอนต้นมีความสามารถเพิ่มขึ้น ให้โอกาสเรียนรู้ ให้เวลา เด็กก็จะใกล้ชิดและสนิทกว่า

สาเหตุที่พบบ่อยที่ทำให้พ่อและลูกชายห่างเหิน ส่วนใหญ่ก็เกิดจากความกังวลของพ่อที่เห็นว่าลูกยังไม่โต จึงพยายามสั่งสอนเพิ่มขึ้นแต่ให้เวลาฝึกฝนทักษะต่างๆ ไม่มากพอ ในสายตาของเด็กจึงดูเหมือนว่าพ่อเอาแต่ดุว่า สิ่งที่ต้องระวังคือตัวคุณแม่เองได้เปลี่ยนแปลงการเลี้ยงดู เพื่อส่งเสริมให้พ่อเข้ามามีบทบาทในครอบครัวเพียงใด และคุณแม่ยังเลี้ยงลูกชายแบบเด็กเล็กหรือไม่ คือเลี้ยงแล้วโตแต่ตัวแต่จิตใจไม่เติบโต เนื่องจากแม่เป็นคนกลางที่เข้าได้กับทั้ง 2 คน หลายครั้งที่แม่จำเป็นต้องถอยออก ลองให้พ่อลูกทำกิจกรรมร่วมกัน เมื่อลำบากด้วยกัน ทุกข์ก็ทุกข์ด้วยกัน สุขก็สุขด้วยกัน ถ้าใช้ชีวิตด้วยกันแบบนี้ก็จะรักและผูกพันกันตลอดไป

โดย : ศ.คลินิก พญ.วินัดดา ปิยะศิลป์