คุณพ่อคุณแม่มักมีอาการกังวลมาก เมื่อสังเกตเห็นว่าลูกน้อยมีพฤติกรรมการนั่ง ยีน คลาน หรือเดินช้ากว่าเด็กวัยเดียวกัน เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วจะทำอย่างไร ก่อนอื่นพ่อแม่ควรพาเด็กที่มีอาการดังกล่าวมาพบแพทย์ โดยเฉพาะกุมารแพทย์ที่ดูแลเกี่ยวกับพัฒนาการของเด็กหรือกุมารแพทย์ด้านประสาทวิทยา เพื่อจะได้ตรวจวินิจฉัยได้อย่างถูกต้องและสืบค้นถึงสาเหตุที่ทำให้เด็กไม่มีแรง
สาเหตุที่เด็กมีกล้ามเนื้ออ่อนแรง สามารถแบ่งเป็นกลุ่มๆ ตามตำแหน่งของพยาธิสภาพ ดังนี้
1. โรคที่มีพยาธิสภาพในสมอง หรือความพิการแต่กำเนิดของสมอง
2. โรคที่เกิดในระดับไขสันหลัง
3. โรคที่เกิดในส่วนหน้าของไขสันหลัง
4. โรคที่เกิดในระดับเส้นประสาท
5. ความผิดปกติของรอยต่อระหว่างกล้ามเนื้อและเส้นประสาท
6. โรคกล้ามเนื้อ
7. กรณีอื่นๆ ที่นอกเหนือจากที่กล่าวข้างต้น
อ่านมาถึงตอนนี้คุณพ่อคุณแม่คงจะยิ่งกังวลมากขึ้นและเริ่มสงสัยว่าจะรักษาได้หรือไม่ ก่อนที่จะทราบว่ารักษาได้หรือไม่ ขอขยายเรื่องสาเหตุให้ละเอียดขึ้นเล็กน้อยในบางสาเหตุ เพราะสามารถป้องกันได้ เช่น โรคที่เกิดกับสมอง แล้วทำให้กล้ามเนื้อของเด็กอ่อนแรงนั้น ส่วนใหญ่อาจจะมีต้นเหตุตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา หรือเกิดขึ้นระหว่างการคลอดหรือหลังคลอด เช่น
ความพิการแต่กำเนิดของสมอง
ภาวะสมองขาดออกซิเจนจากสาเหตุใดก็ตาม เช่น
- ก่อนคลอด : มีภาวะรกลอกตัวก่อนกำหนด หรือภาวะรกเกาะต่ำทำให้เลือดออกมากทางช่องคลอด
- ระหว่างคลอด : ศีรษะเด็กไม่ได้สัดส่วนกับเชิงกรานแม่ ทำให้คลอดทางช่องคลอดไม่ได้
- หลังคลอด : เด็กไม่หายใจ
ภยันตรายจากการคลอดทำให้มีเลือดออกในสมอง
ป้องกันลูกน้อยจากภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรง
สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่สามารถป้องกันได้คือ การดูแลตัวเองอย่างดีตลอด 10 เดือนของการตั้งครรภ์ กินอาหารที่มีประโยชน์ หมั่นไปพบแพทย์เพื่อตรวจดูสภาพร่างกายของเด็กในครรภ์ แพทย์สามารถวัดเส้นผ่าศูนย์กลางของศีรษะเด็กได้ ก็จะบอกความพิการคร่าวๆ ได้ ถ้ามีเลือดออกทางช่องคลอดต้องรีบไปพบแพทย์มิฉะนั้นอาจเกิดปัญหากับเด็กต่อไป
อีกโรคหนึ่งซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เด็กกล้ามเนื้ออ่อนแรง คือ เกิดความผิดปกติในส่วนหน้าของไขสันหลัง โรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัสโปลิโอ จะทำให้เกิดการอักเสบของไขสันหลังส่วนหน้า (anterior horn cell) มักจะเป็นในระดับล่างๆ ของไขสันหลังทำให้เด็กเดินไม่ได้ วิธีป้องกันคือ การรับวัคซีนโปลิโอในเด็ก 3 ครั้ง เมื่ออายุ 2 เดือน 4 เดือนและ 6 เดือน และกระตุ้นอีก 2 ครั้ง เมื่ออายุ 1 ปีครึ่ง และ 4 5 ปีตามลำดับ เพียงเท่านี้ท่านก็ป้องกันโรคนี้ได้แล้ว
นอกจากนี้โรคของเส้นประสาทที่จะทำให้เด็กไม่มีแรงและป้องกันได้อีก คือ โรคเหน็บชา สาเหตุจากการขาดไวตามิน B1 ซึ่งจะมีมากในเนื้อหมู (เนื้อแดง) ข้าวซ้อมมือ เป็นต้น การเลี้ยงเด็กจึงมีความจำเป็นต้องรับประทานอาหารทุกหมู่ ไม่ควรเลือกอาหารกินอาหาร สำหรับคนที่เป็นมังสวิรัติจำเป็นต้องรับประทานไวตามินเสริมเป็นประจำ นอกจากนี้พิษจากตะกั่วหรือพิษจากแอลกอฮอล์ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง จึงควรหลีกเลี่ยง ส่วนความผิดปกติทางพันธุกรรมที่ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงนั้น ปัจจุบันก็สามารถตรวจได้โดยการเจาะถุงน้ำคร่ำตรวจ หากพบความผิดปกติแพทย์จะทำให้การตั้งครรภ์สิ้นสุดลงได้
คุณพ่อคุณแม่อ่านมาถึงตอนนี้คงโล่งใจแล้ว เพราะโรคร้ายๆ ที่เล่าสู่กันฟังนั้น ส่วนใหญ่ป้องกันได้และต้องไม่ประมาท เด็กเล็กๆ มีสิ่งเร้าต่างๆ เข้ามากระทบต่อสมองและระบบประสาทมากมายและเป็นภยันตรายได้ง่าย จึงต้องหมั่นดูแลประคับประคองจนลูกน้อยของเราเติบใหญ่ต่อไป
วันพุธที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2556
เรื่องอึ! ของวัยเบบี๋
เรื่องของการขับถ่ายเป็นเรื่องที่คุณแม่มือใหม่ให้ความสำคัญไม่น้อยไปกว่าเรื่องอื่น และบ่อยครั้งที่อุจจาระของลูกก็สร้างความกังวลใจให้คุณแม่ไม่น้อย ทั้งสีอุจจาระที่เปลี่ยนไป และอุจจาระมีสิ่งเจือปน เป็นต้น แต่ถ้าคุณแม่มีความรู้เกี่ยวกับอุจจาระของลูกก็คงทำให้สบายใจขึ้นอีกเป็นกองเลยค่ะ
ลูกน้อยแรกเกิดอึ! สีอะไร
ในช่วงแรกเกิดสีอุจจาระของลูกจะไม่เหลืองอร่ามอย่างที่คุณแม่มือใหม่หลายคนเข้าใจ แต่จะมีสีเขียวปนเทาหรือปนดำและมีลักษณะเหนียวข้น หรือที่เรียกว่า ขี้เทา นั่นเอง เมื่อลูกเริ่มดูดนมแม่ซึ่งน้ำนมช่วงแรกเป็นหัวน้ำนมเหลืองใส จะช่วยให้ลำไส้บีบตัวขับขี้เทาออกมาจนหมด จากนั้นอุจจาระจะมีลักษณะเหลวและมีสีน้ำตาลปนเขียวใน 2-3 วัน และจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทองในอีก 2-3 วันต่อมา ซึ่งลักษณะของอุจจาระในช่วงนี้ขึ้นอยู่กับนมที่ลูกได้รับ ทารกที่กินนมผสมอุจจาระจะมีสีเหลืองหรือน้ำตาลอ่อน มีกลิ่นแรงกว่า บางครั้งเนื้ออุจจาระก็จะแข็งกว่าด้วย นอกจากนี้นมผสมบางชนิดยังอาจทำให้อุจจาระมีสีเขียว ซึ่งเกิดจากธาตุเหล็กที่ผสมอยู่ในนม แต่ไม่ก่อให้เกิดผลเสียต่อร่างกาย
นอกจากอุจจาระสีต่างๆ ที่กล่าวมานี้ อุจจาระของลูกอาจบอกถึงภาวะต่างๆ ดังนี้
อุจจาระมีน้ำปนมากจนเหลว ส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากการที่คุณแม่กินยาปฏิชีวนะในระหว่างให้นมลูก
อุจจาระมีมูกปน ต้องระวังการติดเชื้อในทางเดินอาหาร โดยเฉพาะถ้าเป็นมูกปนเลือด อุจจาระมีเลือดปนก็มีหลายสาเหตุ เช่น ลูกอาจมีเลือดออกที่ลำไส้ หรือร่องก้นของลูกอาจเป็นแผล จึงทำให้มีเลือดปนออกมากับอุจจาระ หากดูท่าทางแล้วไม่น่าไว้ใจควรพาลูกไปปรึกษาคุณหมอดีกว่า
อุจจาระมีฟองปน ถ้ามีลมปนออกมามาก และรอบๆ รูทวารของลูกมีสีแดง อาจเป็นเพราะการย่อยนมผิดปกติทำให้เกิดภาวะกรดมาระคายเคืองผิวหนังรอบรูทวาร หรือในเด็กที่กินนมแม่ล้วนๆ แต่ดูดเฉพาะนมช่วงต้น (Fore Milk) ซึ่งมีน้ำตาลแลคโตสมาก อุจจาระจะเป็นลักษณะดังกล่าว และน้ำหนักลูกจะไม่ค่อยเพิ่มขึ้น ควรแก้ไขโดยให้ดูดจนเกลี้ยงเต้า เพราะน้ำนมแม่ช่วงท้ายๆ (Hind milk) จะมีไขมันมาก
ทำไมลูกน้อยไม่ถ่ายทุกวัน
สำหรับเจ้าตัวเล็กที่กินนมแม่หลังคลอด 4 สัปดาห์ นมแม่จะไม่มีน้ำนมเหลืองเจือปน ลูกจึงไม่ถ่ายบ่อยเหมือนเคย ถ้าลูกยังกินนมแม่ต่อไป ลูกอาจจะถ่ายวันเว้นวัน หรือ 2-3 วันจึงจะถ่ายสักครั้ง โดยที่ไม่มีอาการปวดท้อง ท้องอืด หรืออาเจียน และยังคงถ่ายเป็นก้อนนิ่มหรือเหลวเหนียวเป็นลำติดต่อกัน แบบนี้ก็ไม่ถือว่าลูกเข้าข่ายท้องผูก ซึ่งสาเหตุที่ลูกไม่ถ่ายทุกวันเป็นเพราะนมแม่ย่อยง่าย ลำไส้ของลูกจะดูดซึมน้ำนมแม่ไปใช้ในการเจริญเติบโตได้เกือบทั้งหมด ทำให้เหลือกากที่จะถ่ายออกมาน้อย
ส่วนอาการที่จัดว่าลูกท้องผูกนั้นให้ดูจากความแข็งของอุจจาระและความลำบากขณะถ่าย ถ้าลูกถ่ายเป็นก้อนแข็งหรือก้อนกลมและมีเลือดออกเป็นบางครั้ง ถึงแม้ลูกจะถ่ายทุกวันก็ถือว่าลูกมีอาการท้องผูก ซึ่งทารกที่กินนมแม่มักจะไม่ค่อยเจอปัญหานี้ ส่วนมากจะพบในเด็กที่กินนมผสมที่ชงไม่ถูกสัดส่วน วิธีแก้ไขก็คือต้องพยายามตวงนมให้ถูกตามสัดส่วนที่กำหนดไว้ข้างกระป๋อง และเมื่อลูกเริ่มกินอาหารเสริม คุณแม่ก็ควรให้ลูกได้กินผักและผลไม้เป็นประจำ ซึ่งในช่วงที่ลูกเริ่มกินอาหารเสริมใหม่ๆ อุจจาระของลูกจะมีความแข็งและสีเข้มกว่าปกติ เนื่องจากลูกกำลังปรับตัวเข้ากับอาหารใหม่ๆ ซึ่งบางครั้งคุณแม่อาจพบเศษอาหารเล็กๆ ปนออกมากับอุจจาระของลูกด้วย
เมื่อลูกมีอายุครบ 1 ปี ส่วนใหญ่แล้วจะถ่ายวันละ 1 ครั้งซึ่งอาจจะมากหรือน้อยกว่านี้แตกต่างกันไป แต่ถ้าอุจจาระของลูกไม่มีลักษณะผิดปกติก็ขอให้คุณแม่สบายใจได้ว่า ระบบขับถ่ายของลูกยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ
Good to know
ทารกที่ไม่ว่าจะกินนมแม่หรือนมผสมก็ตาม หากอุจจาระเปลี่ยนเป็นสีคล้ายไข่ตุ๋น หรือสีซีดๆ เทาๆ อาจเป็นเพราะท่อน้ำดีของทารกเกิดการอุดตัน ซึ่งก่อให้เกิดอันตรายขั้นร้ายแรง ฉะนั้นควรรีบพาลูกไปพบคุณหมอโดยทันที
ลูกน้อยแรกเกิดอึ! สีอะไร
ในช่วงแรกเกิดสีอุจจาระของลูกจะไม่เหลืองอร่ามอย่างที่คุณแม่มือใหม่หลายคนเข้าใจ แต่จะมีสีเขียวปนเทาหรือปนดำและมีลักษณะเหนียวข้น หรือที่เรียกว่า ขี้เทา นั่นเอง เมื่อลูกเริ่มดูดนมแม่ซึ่งน้ำนมช่วงแรกเป็นหัวน้ำนมเหลืองใส จะช่วยให้ลำไส้บีบตัวขับขี้เทาออกมาจนหมด จากนั้นอุจจาระจะมีลักษณะเหลวและมีสีน้ำตาลปนเขียวใน 2-3 วัน และจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทองในอีก 2-3 วันต่อมา ซึ่งลักษณะของอุจจาระในช่วงนี้ขึ้นอยู่กับนมที่ลูกได้รับ ทารกที่กินนมผสมอุจจาระจะมีสีเหลืองหรือน้ำตาลอ่อน มีกลิ่นแรงกว่า บางครั้งเนื้ออุจจาระก็จะแข็งกว่าด้วย นอกจากนี้นมผสมบางชนิดยังอาจทำให้อุจจาระมีสีเขียว ซึ่งเกิดจากธาตุเหล็กที่ผสมอยู่ในนม แต่ไม่ก่อให้เกิดผลเสียต่อร่างกาย
นอกจากอุจจาระสีต่างๆ ที่กล่าวมานี้ อุจจาระของลูกอาจบอกถึงภาวะต่างๆ ดังนี้
อุจจาระมีน้ำปนมากจนเหลว ส่วนใหญ่มีสาเหตุมาจากการที่คุณแม่กินยาปฏิชีวนะในระหว่างให้นมลูก
อุจจาระมีมูกปน ต้องระวังการติดเชื้อในทางเดินอาหาร โดยเฉพาะถ้าเป็นมูกปนเลือด อุจจาระมีเลือดปนก็มีหลายสาเหตุ เช่น ลูกอาจมีเลือดออกที่ลำไส้ หรือร่องก้นของลูกอาจเป็นแผล จึงทำให้มีเลือดปนออกมากับอุจจาระ หากดูท่าทางแล้วไม่น่าไว้ใจควรพาลูกไปปรึกษาคุณหมอดีกว่า
อุจจาระมีฟองปน ถ้ามีลมปนออกมามาก และรอบๆ รูทวารของลูกมีสีแดง อาจเป็นเพราะการย่อยนมผิดปกติทำให้เกิดภาวะกรดมาระคายเคืองผิวหนังรอบรูทวาร หรือในเด็กที่กินนมแม่ล้วนๆ แต่ดูดเฉพาะนมช่วงต้น (Fore Milk) ซึ่งมีน้ำตาลแลคโตสมาก อุจจาระจะเป็นลักษณะดังกล่าว และน้ำหนักลูกจะไม่ค่อยเพิ่มขึ้น ควรแก้ไขโดยให้ดูดจนเกลี้ยงเต้า เพราะน้ำนมแม่ช่วงท้ายๆ (Hind milk) จะมีไขมันมาก
ทำไมลูกน้อยไม่ถ่ายทุกวัน
สำหรับเจ้าตัวเล็กที่กินนมแม่หลังคลอด 4 สัปดาห์ นมแม่จะไม่มีน้ำนมเหลืองเจือปน ลูกจึงไม่ถ่ายบ่อยเหมือนเคย ถ้าลูกยังกินนมแม่ต่อไป ลูกอาจจะถ่ายวันเว้นวัน หรือ 2-3 วันจึงจะถ่ายสักครั้ง โดยที่ไม่มีอาการปวดท้อง ท้องอืด หรืออาเจียน และยังคงถ่ายเป็นก้อนนิ่มหรือเหลวเหนียวเป็นลำติดต่อกัน แบบนี้ก็ไม่ถือว่าลูกเข้าข่ายท้องผูก ซึ่งสาเหตุที่ลูกไม่ถ่ายทุกวันเป็นเพราะนมแม่ย่อยง่าย ลำไส้ของลูกจะดูดซึมน้ำนมแม่ไปใช้ในการเจริญเติบโตได้เกือบทั้งหมด ทำให้เหลือกากที่จะถ่ายออกมาน้อย
ส่วนอาการที่จัดว่าลูกท้องผูกนั้นให้ดูจากความแข็งของอุจจาระและความลำบากขณะถ่าย ถ้าลูกถ่ายเป็นก้อนแข็งหรือก้อนกลมและมีเลือดออกเป็นบางครั้ง ถึงแม้ลูกจะถ่ายทุกวันก็ถือว่าลูกมีอาการท้องผูก ซึ่งทารกที่กินนมแม่มักจะไม่ค่อยเจอปัญหานี้ ส่วนมากจะพบในเด็กที่กินนมผสมที่ชงไม่ถูกสัดส่วน วิธีแก้ไขก็คือต้องพยายามตวงนมให้ถูกตามสัดส่วนที่กำหนดไว้ข้างกระป๋อง และเมื่อลูกเริ่มกินอาหารเสริม คุณแม่ก็ควรให้ลูกได้กินผักและผลไม้เป็นประจำ ซึ่งในช่วงที่ลูกเริ่มกินอาหารเสริมใหม่ๆ อุจจาระของลูกจะมีความแข็งและสีเข้มกว่าปกติ เนื่องจากลูกกำลังปรับตัวเข้ากับอาหารใหม่ๆ ซึ่งบางครั้งคุณแม่อาจพบเศษอาหารเล็กๆ ปนออกมากับอุจจาระของลูกด้วย
เมื่อลูกมีอายุครบ 1 ปี ส่วนใหญ่แล้วจะถ่ายวันละ 1 ครั้งซึ่งอาจจะมากหรือน้อยกว่านี้แตกต่างกันไป แต่ถ้าอุจจาระของลูกไม่มีลักษณะผิดปกติก็ขอให้คุณแม่สบายใจได้ว่า ระบบขับถ่ายของลูกยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ
Good to know
ทารกที่ไม่ว่าจะกินนมแม่หรือนมผสมก็ตาม หากอุจจาระเปลี่ยนเป็นสีคล้ายไข่ตุ๋น หรือสีซีดๆ เทาๆ อาจเป็นเพราะท่อน้ำดีของทารกเกิดการอุดตัน ซึ่งก่อให้เกิดอันตรายขั้นร้ายแรง ฉะนั้นควรรีบพาลูกไปพบคุณหมอโดยทันที
ระวัง..ภาวะตกเลือดหลังคลอด
ภาวะเสี่ยงในหญิงตั้งครรภ์เป็นเรื่องที่ควรระวังให้มากเป็นพิเศษ เพราะไม่เช่นนั้นอาจเสี่ยงถึงขั้นเสียชีวิตได้ และในหญิงตั้งครรภ์หลังจากที่คลอดลูกแล้วนั้น มีไม่น้อยที่ต้องเสี่ยงกับอาการตกเลือดหลังคลอด โดยการตกเลือดหลังคลอดในหญิงที่เพิ่งคลอดลูกใหม่ๆ นั้นเป็นเรื่องที่ควรเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ยิ่งในกรณีที่มีการผิดปกติทำให้เสียเลือดมาก อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ตกเลือดหลังคลอดได้เช่นกัน
สาเหตุที่ทำให้เกิดการตกเลือด เช่น การมีบาดแผลที่มดลูก หรือช่องทางคลอด เช่น การฉีกขาดของกล้ามเนื้อมดลูก การฉีกขาดของปากมดลูกและช่องคลอด หรือการตกค้างของเนื้อรกในโพรงมดลูก ซึ่งสาเหตุหลังนี้อาจจะทำให้มีการตกเลือดล่าช้าคือ หลังคลอดไปแล้ว 1-2 สัปดาห์ ส่วนอีกหนึ่งสาเหตุของการตกเลือดนั่นก็คือ การใช้ยาแอสไพริน หรือยาบางชนิดที่ทำให้การแข็งตัวของเลือดผิดปกติ
อาการแสดงของภาวะตกเลือดหลังคลอด
การตกเลือดหลังคลอดจะมีลักษณะเลือดออกมาในปริมาณที่มากในระยะ 24 ชั่วโมงแรกหลังคลอด การสังเกตดูคือเลือดจะออกมาจนชุ่มผ้าอนามัยในเวลา 1 ชั่วโมงหรือน้อยกว่าหนึ่งชั่วโมง หรือมีเลือดสีแดงออกมาภายหลังการคลอดลูก 4-5 วัน นอกจากนี้ปริมาณเลือดสีแดงสดจะออกมากขึ้น แทนที่จะลดน้อยลงในสัปดาห์แรกหลังการคลอดลูก และอาจมีก้อนเลือดออกเป็นลิ่มเลือดขนาดใหญ่ในระยะ 2-3 วันแรกหลังการคลอด ทั้งนี้ขึ้นอยู่สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการเลือดออก
การรักษาแพทย์จะให้การรักษาตามสาเหตุของการเกิดการตกเลือด เช่น ในกรณีที่มีการหดรัดตัวของมดลูกไม่ดี การกระตุ้นมดลูกให้หดรัดตัวด้วยการคลึงมดลูกเบาๆ และให้ยากระตุ้น (เช่น ยาออกซิโทซิน ยากลุ่มเออร์โกเมทริน หรือพรอสตาแกลนดิน) ยากลุ่มนี้จะช่วยยับยั้งอาการได้ และในกรณีที่เลียเลือดจากการฉีกขาด แพทย์จะตรวจหาแผลฉีกขาดและเย็บซ่อมแซมให้โดยเร็ว ซึ่งในหญิงคลอดลูกบางรายที่มีการเสียเลือดมากจำเป็นต้องให้สารน้ำทางหลอดเลือด และให้เลือดตามแต่กรณีไป
ภาวะติดเชื้อหลังคลอด
เป็นภาวะติดเชื้อที่เกิดจากการคลอด การติดเชื้อในระยะหลังคลอดที่พบได้คือ การอักเสบของเยื่อบุโพรงมดลูก ซึ่งมักเกิดจากบริเวณรอยแผลที่รกฝังตัว และอีกกรณีหนึ่งคือ หญิงคลอดลูกที่มีการผ่าตัดคลอดเนื่องจากมีการแตกของถุงน้ำคร่ำก่อนเวลา และมีระยะการคลอดที่ยาวนาน นอกจากนี้อาจเกิดจากการติดเชื้อในภาวะฉีกขาดของแผลฝีเย็บหรือทางช่องคลอด
อาการแสดงของภาวะติดเชื้อหลังคลอด
หญิงคลอดลูกที่มีภาวะของการติเชื้อหลังคลอดลูกจะมีการอักเสบของเยื่อบุโพรงมดลูก มีไข้ต่ำๆ ปวดถ่วงตรงบริเวณท้องน้อย และน้ำคาวปลามีกลิ่นเหม็น ในหญิงคลอดลูกบางรายอาจมีการติดเชื้อของแผล ทำให้มีการปวดบวม กดเจ็บบริเวณรอบๆ แผล ปัสสาวะแสบขัด ในกรณีที่มีการติดเชื้อเข้าสู่ระบบเลือด จะมีไข้สูงเกิน 38 องศา หนาวสั่น ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย หากคุณแม่หลังคลอดมีอาการไข้ที่ขึ้นสูงมากจนผิดปกติ อาจจะรีบให้แพทย์ตรวจเพื่อหาสาเหตุโดยด่วน การรักษาเมื่อมีอาการติดเชื้อหลังคลอด แพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะทันทีที่มีการติดเชื้อ การตรวจเพาะเชื้อเพื่อดูชนิดของแบคทีเรีย และยาที่สามารถทำลายเชื้ออย่างเฉพาะจะช่วยให้การรักษาได้ผลเร็วขึ้น
Good-to-Know
แท้งค้าง หรือ Missed Abortion เป็นภาวะที่เด็กทารกเสียชีวิตแล้วทั้งที่อยู่ในโพรงมดลูกมากกว่า 4-8 สัปดาห์ อันตรายของการแท้งค้าง ทารกที่ตายค้างอยู่ในมดลูก อาจมีส่วนของเนื้อเยื่อที่เน่าเปื่อยหลุดเข้าไปในกระแสเลือดของคุณแม่ ไปกระตุ้นให้ระบบการแข็งตัวของเลือดคุณแม่เสียไป ทำให้คุณแม่มีเลือดออกในหลายส่วนของร่างกาย เช่น เลือดออกตามไรฟัน ใต้ผิวหนัง และในอวัยวะส่วนต่างๆ การแท้งค้างหากดูแลรักษาไม่ทันและไม่ดีพอ คุณแม่อาจเสียชีวิตลงได้
สาเหตุที่ทำให้เกิดการตกเลือด เช่น การมีบาดแผลที่มดลูก หรือช่องทางคลอด เช่น การฉีกขาดของกล้ามเนื้อมดลูก การฉีกขาดของปากมดลูกและช่องคลอด หรือการตกค้างของเนื้อรกในโพรงมดลูก ซึ่งสาเหตุหลังนี้อาจจะทำให้มีการตกเลือดล่าช้าคือ หลังคลอดไปแล้ว 1-2 สัปดาห์ ส่วนอีกหนึ่งสาเหตุของการตกเลือดนั่นก็คือ การใช้ยาแอสไพริน หรือยาบางชนิดที่ทำให้การแข็งตัวของเลือดผิดปกติ
อาการแสดงของภาวะตกเลือดหลังคลอด
การตกเลือดหลังคลอดจะมีลักษณะเลือดออกมาในปริมาณที่มากในระยะ 24 ชั่วโมงแรกหลังคลอด การสังเกตดูคือเลือดจะออกมาจนชุ่มผ้าอนามัยในเวลา 1 ชั่วโมงหรือน้อยกว่าหนึ่งชั่วโมง หรือมีเลือดสีแดงออกมาภายหลังการคลอดลูก 4-5 วัน นอกจากนี้ปริมาณเลือดสีแดงสดจะออกมากขึ้น แทนที่จะลดน้อยลงในสัปดาห์แรกหลังการคลอดลูก และอาจมีก้อนเลือดออกเป็นลิ่มเลือดขนาดใหญ่ในระยะ 2-3 วันแรกหลังการคลอด ทั้งนี้ขึ้นอยู่สาเหตุที่ทำให้เกิดอาการเลือดออก
การรักษาแพทย์จะให้การรักษาตามสาเหตุของการเกิดการตกเลือด เช่น ในกรณีที่มีการหดรัดตัวของมดลูกไม่ดี การกระตุ้นมดลูกให้หดรัดตัวด้วยการคลึงมดลูกเบาๆ และให้ยากระตุ้น (เช่น ยาออกซิโทซิน ยากลุ่มเออร์โกเมทริน หรือพรอสตาแกลนดิน) ยากลุ่มนี้จะช่วยยับยั้งอาการได้ และในกรณีที่เลียเลือดจากการฉีกขาด แพทย์จะตรวจหาแผลฉีกขาดและเย็บซ่อมแซมให้โดยเร็ว ซึ่งในหญิงคลอดลูกบางรายที่มีการเสียเลือดมากจำเป็นต้องให้สารน้ำทางหลอดเลือด และให้เลือดตามแต่กรณีไป
ภาวะติดเชื้อหลังคลอด
เป็นภาวะติดเชื้อที่เกิดจากการคลอด การติดเชื้อในระยะหลังคลอดที่พบได้คือ การอักเสบของเยื่อบุโพรงมดลูก ซึ่งมักเกิดจากบริเวณรอยแผลที่รกฝังตัว และอีกกรณีหนึ่งคือ หญิงคลอดลูกที่มีการผ่าตัดคลอดเนื่องจากมีการแตกของถุงน้ำคร่ำก่อนเวลา และมีระยะการคลอดที่ยาวนาน นอกจากนี้อาจเกิดจากการติดเชื้อในภาวะฉีกขาดของแผลฝีเย็บหรือทางช่องคลอด
อาการแสดงของภาวะติดเชื้อหลังคลอด
หญิงคลอดลูกที่มีภาวะของการติเชื้อหลังคลอดลูกจะมีการอักเสบของเยื่อบุโพรงมดลูก มีไข้ต่ำๆ ปวดถ่วงตรงบริเวณท้องน้อย และน้ำคาวปลามีกลิ่นเหม็น ในหญิงคลอดลูกบางรายอาจมีการติดเชื้อของแผล ทำให้มีการปวดบวม กดเจ็บบริเวณรอบๆ แผล ปัสสาวะแสบขัด ในกรณีที่มีการติดเชื้อเข้าสู่ระบบเลือด จะมีไข้สูงเกิน 38 องศา หนาวสั่น ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย หากคุณแม่หลังคลอดมีอาการไข้ที่ขึ้นสูงมากจนผิดปกติ อาจจะรีบให้แพทย์ตรวจเพื่อหาสาเหตุโดยด่วน การรักษาเมื่อมีอาการติดเชื้อหลังคลอด แพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะทันทีที่มีการติดเชื้อ การตรวจเพาะเชื้อเพื่อดูชนิดของแบคทีเรีย และยาที่สามารถทำลายเชื้ออย่างเฉพาะจะช่วยให้การรักษาได้ผลเร็วขึ้น
Good-to-Know
แท้งค้าง หรือ Missed Abortion เป็นภาวะที่เด็กทารกเสียชีวิตแล้วทั้งที่อยู่ในโพรงมดลูกมากกว่า 4-8 สัปดาห์ อันตรายของการแท้งค้าง ทารกที่ตายค้างอยู่ในมดลูก อาจมีส่วนของเนื้อเยื่อที่เน่าเปื่อยหลุดเข้าไปในกระแสเลือดของคุณแม่ ไปกระตุ้นให้ระบบการแข็งตัวของเลือดคุณแม่เสียไป ทำให้คุณแม่มีเลือดออกในหลายส่วนของร่างกาย เช่น เลือดออกตามไรฟัน ใต้ผิวหนัง และในอวัยวะส่วนต่างๆ การแท้งค้างหากดูแลรักษาไม่ทันและไม่ดีพอ คุณแม่อาจเสียชีวิตลงได้
พ่อครับ ทำไมไม่มีแม่
สัญชาตญาณของความเป็นพ่อ ถึงแม้จะเป็นผู้ชาย แต่พอคุณได้มาทำหน้าที่ของพ่อแล้ว คุณจะมีสัญชาตญาณความเป็นพ่อ เหมือนกับที่ผู้หญิงมีสัญชาตญาณความเป็นแม่ ฉะนั้นคุณควรที่จะเอาสิ่งที่คุณมีอยู่ในตัวมาใช้ให้เป็นประโยชน์กับลูก
ปัจจุบันนี้มีอยู่ไม่น้อยที่หลายครอบครัว ที่คุณพ่อต้องเลี้ยงลูกคนเดียวหรือที่เรียกกันว่าคุณพ่อใบเลี้ยงเดี่ยว แต่คุณก็สามารถสร้างครอบครัวให้มีความสุขได้เหมือนกับครอบครัวที่มีครบทั้ง พ่อ แม่ ลูก ได้เช่นเดียวกัน
พ่อ คำๆ นี้ หลายคนมักที่จะนึกถึงภาพที่พ่อแค่ออกไปทำงานนอกบ้าน มีเวลาให้ลูกแบบเต็มที่ก็แค่วันหยุดเสาร์ อาทิตย์ แทบที่จะไม่ได้ทำหน้าที่เหมือนอย่างที่แม่ทำ เช่น ทำกับข้าวเตรียมอาหารให้ลูก ซักผ้า อ่านนิทานก่อนนอนให้ลูกฟังฯลฯ แต่หากวันนึงคุณต้องทำหน้าที่ทุกอย่างนี้ที่ต้องเป็นทั้งพ่อ และแม่ด้วยไปพร้อมๆ กัน คุณจะทำอย่างไร ที่สำคัญหากคุณต้องเจอคำถามที่ลูกถามคุณว่า พ่อครับ ทำไมผมไม่มีแม่เหมือนเพื่อนๆ ที่โรงเรียน พ่อครับแม่หายไปไหน คุณจะตอบอย่างไรเพื่อไม่ให้ลูกต้องคิดมาก หรือเคลือบแคลงใจอยู่ตลอดเวลาที่เจอเพื่อนๆ ที่โรงเรียนมีแม่มารับ-ส่ง ทุกครั้ง
หากต้องเจอคำถามแบบนี้ ขอให้คุณพ่อตั้งสติและให้มั่นใจด้วยว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาคุณก็ได้ทำหน้าที่ของพ่อและแม่ได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง และเต็มที่อย่างดีที่สุดแล้ว เพื่อเป็นแรงใจ และพลังในการต่อสู้เพื่อลูกต่อไปได้ เด็กๆ หลายคนอาจเกิดมาแล้วเจอแต่คุณพ่อคนเดียวไม่มีคุณแม่ แต่ก็ยังดำเนินชีวิตมาได้ตลอด ชีวิตก็ไม่ได้ขาดสิ่งใดไป แต่หากวันนึงเขาได้รู้ว่าการที่เขาจะเกิดขึ้นมาได้นั้นก็ต้องมีแม่เป็นผู้ให้กำเนิด คำถามมากมายร้อยแปดย่อมที่จะผุดขึ้นมาในใจอย่างแน่นอน โดยเฉพาะเด็กที่อยู่ในช่วงวัยอนุบาลจนถึงปฐมต้น เป็นช่วงที่คุณพ่อจะต้องทำความเข้าใจกับลูกมากเป็นพิเศษ เพราะถ้าเขาโตขึ้นกว่านี้เขาอาจไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาแตกต่างกับเพื่อน จนกลายเป็นปัญหาครอบครัวได้
ดังนั้นถ้าลูกถามคุณว่า แม่หายไปไหน ทำไมไม่มีแม่เหมือนคนอื่น คุณพ่อควรที่จะพูดคุยกับลูกด้วยความเข้าใจค่อยๆ ให้คำตอบพร้อมการอธิบายที่มีเหตุและผล คุณอาจจะบอกกับลูกได้ในกรณีที่คุณต้องสูญเสียภรรยาไปตั้งแต่ลูกยังเล็กนั้นเพราะอะไร คุณอาจจะหาภาพถ่ายที่มีทั้งคุณ กับภรรยาและลูก มาให้เขาดูทุกครั้งที่มีคำถามเรื่องแม่ ภาพถ่ายจะอธิบายอะไรในตัวมันเองได้มากมาย ที่สำคัญคุณควรที่จะสร้างทัศนคติที่ดีเกี่ยวแม่ให้กับลูกด้วย เพราะความทรงจำที่สวยงามย่อมดีกว่าความทรงจำที่เลวร้าย พร้อมป้องกันไม่ให้ เกิดความห่างเหินขึ้นในอนาคตระหว่างพ่อกับลูกหรือลูกไม่ไว้ใจพ่อ ควรที่จะเริ่มปรับตัวเข้าหากันตั้งแต่ตอนที่ลูกยังเล็ก หากิจกรรมที่สามารถมีส่วนร่วมได้ด้วยกันทั้งคุณและลูก เช่น ไปรับ-ส่ง ที่โรงเรียน, อาบน้ำด้วยกัน, ทำกับข้าวทานข้าวด้วยกัน, อ่านนิทานก่อนนอนให้ลูกฟัง, พูดคุยกับลูกทุกเรื่อง เพื่อเป็นการเปิดใจว่าหากเขามีปัญหาอะไรก็ตาม เขาสามารถที่จะคุยกับพ่อได้ทุกเรื่องเช่นกัน ในเวลาเดียวกันคุณพ่อต้องเป็นได้ทั้งพ่อ แม่ และเพื่อนของลูกด้วย ไม่ว่าอุปสรรคที่จะต้องเจอในวันข้างหน้าจะหนักหนาสักเท่าไหร่ ก็ขอเป็นกำลังใจให้คุณพ่อใบเลี้ยงเดี่ยว สู้สู้ต่อไปให้ได้
ปัจจุบันนี้มีอยู่ไม่น้อยที่หลายครอบครัว ที่คุณพ่อต้องเลี้ยงลูกคนเดียวหรือที่เรียกกันว่าคุณพ่อใบเลี้ยงเดี่ยว แต่คุณก็สามารถสร้างครอบครัวให้มีความสุขได้เหมือนกับครอบครัวที่มีครบทั้ง พ่อ แม่ ลูก ได้เช่นเดียวกัน
พ่อ คำๆ นี้ หลายคนมักที่จะนึกถึงภาพที่พ่อแค่ออกไปทำงานนอกบ้าน มีเวลาให้ลูกแบบเต็มที่ก็แค่วันหยุดเสาร์ อาทิตย์ แทบที่จะไม่ได้ทำหน้าที่เหมือนอย่างที่แม่ทำ เช่น ทำกับข้าวเตรียมอาหารให้ลูก ซักผ้า อ่านนิทานก่อนนอนให้ลูกฟังฯลฯ แต่หากวันนึงคุณต้องทำหน้าที่ทุกอย่างนี้ที่ต้องเป็นทั้งพ่อ และแม่ด้วยไปพร้อมๆ กัน คุณจะทำอย่างไร ที่สำคัญหากคุณต้องเจอคำถามที่ลูกถามคุณว่า พ่อครับ ทำไมผมไม่มีแม่เหมือนเพื่อนๆ ที่โรงเรียน พ่อครับแม่หายไปไหน คุณจะตอบอย่างไรเพื่อไม่ให้ลูกต้องคิดมาก หรือเคลือบแคลงใจอยู่ตลอดเวลาที่เจอเพื่อนๆ ที่โรงเรียนมีแม่มารับ-ส่ง ทุกครั้ง
หากต้องเจอคำถามแบบนี้ ขอให้คุณพ่อตั้งสติและให้มั่นใจด้วยว่าตลอดเวลาที่ผ่านมาคุณก็ได้ทำหน้าที่ของพ่อและแม่ได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง และเต็มที่อย่างดีที่สุดแล้ว เพื่อเป็นแรงใจ และพลังในการต่อสู้เพื่อลูกต่อไปได้ เด็กๆ หลายคนอาจเกิดมาแล้วเจอแต่คุณพ่อคนเดียวไม่มีคุณแม่ แต่ก็ยังดำเนินชีวิตมาได้ตลอด ชีวิตก็ไม่ได้ขาดสิ่งใดไป แต่หากวันนึงเขาได้รู้ว่าการที่เขาจะเกิดขึ้นมาได้นั้นก็ต้องมีแม่เป็นผู้ให้กำเนิด คำถามมากมายร้อยแปดย่อมที่จะผุดขึ้นมาในใจอย่างแน่นอน โดยเฉพาะเด็กที่อยู่ในช่วงวัยอนุบาลจนถึงปฐมต้น เป็นช่วงที่คุณพ่อจะต้องทำความเข้าใจกับลูกมากเป็นพิเศษ เพราะถ้าเขาโตขึ้นกว่านี้เขาอาจไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาแตกต่างกับเพื่อน จนกลายเป็นปัญหาครอบครัวได้
ดังนั้นถ้าลูกถามคุณว่า แม่หายไปไหน ทำไมไม่มีแม่เหมือนคนอื่น คุณพ่อควรที่จะพูดคุยกับลูกด้วยความเข้าใจค่อยๆ ให้คำตอบพร้อมการอธิบายที่มีเหตุและผล คุณอาจจะบอกกับลูกได้ในกรณีที่คุณต้องสูญเสียภรรยาไปตั้งแต่ลูกยังเล็กนั้นเพราะอะไร คุณอาจจะหาภาพถ่ายที่มีทั้งคุณ กับภรรยาและลูก มาให้เขาดูทุกครั้งที่มีคำถามเรื่องแม่ ภาพถ่ายจะอธิบายอะไรในตัวมันเองได้มากมาย ที่สำคัญคุณควรที่จะสร้างทัศนคติที่ดีเกี่ยวแม่ให้กับลูกด้วย เพราะความทรงจำที่สวยงามย่อมดีกว่าความทรงจำที่เลวร้าย พร้อมป้องกันไม่ให้ เกิดความห่างเหินขึ้นในอนาคตระหว่างพ่อกับลูกหรือลูกไม่ไว้ใจพ่อ ควรที่จะเริ่มปรับตัวเข้าหากันตั้งแต่ตอนที่ลูกยังเล็ก หากิจกรรมที่สามารถมีส่วนร่วมได้ด้วยกันทั้งคุณและลูก เช่น ไปรับ-ส่ง ที่โรงเรียน, อาบน้ำด้วยกัน, ทำกับข้าวทานข้าวด้วยกัน, อ่านนิทานก่อนนอนให้ลูกฟัง, พูดคุยกับลูกทุกเรื่อง เพื่อเป็นการเปิดใจว่าหากเขามีปัญหาอะไรก็ตาม เขาสามารถที่จะคุยกับพ่อได้ทุกเรื่องเช่นกัน ในเวลาเดียวกันคุณพ่อต้องเป็นได้ทั้งพ่อ แม่ และเพื่อนของลูกด้วย ไม่ว่าอุปสรรคที่จะต้องเจอในวันข้างหน้าจะหนักหนาสักเท่าไหร่ ก็ขอเป็นกำลังใจให้คุณพ่อใบเลี้ยงเดี่ยว สู้สู้ต่อไปให้ได้
ผาดโผนเกินไปหรือเปล่านะ
เด็กๆ แต่ละคนล้วนมีความหลากหลายแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด บางคนชอบสนุก บางคนเรียบร้อย บางคนชอบความตื่นเต้น เร้าใจ แต่บางคนก็ขี้ตกใจ ขี้กลัว ดังนั้นการเลี้ยงลูกให้เป็นเด็กร่าเริงสนุกสนาน สดใส มีชีวิตชีวา ย่อมเป็นการสร้างรากฐานชีวิตที่ดีให้กับลูกได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกน้อยวัย 1-2 ปี ซึ่งช่วงนี้ลูกจะเป็นตัวของตัวเองที่สุด เขาจะมีพัฒนาการอยากรู้ อยากเห็น อยากทดสอบความสามารถของตนเอง ซึ่งการตามใจและยอมลูกมากจนเกินไป ก็อาจทำให้เกิดอันตรายกับลูกได้
แต่ในทางกลับกันการห้ามมากเกินไป ดุมากไปจนลูกหงอไม่กล้าทำอะไร ก็จะไปขัดขวางการเรียนรู้ของลูกให้หยุดชะงักอยู่แค่นั้น และสุดท้ายก็ไม่เกิดผลดีใดๆ กับลูกเลย
Problem
แต่คุณพ่อคุณแม่บางท่านอาจเกิดคำถามขึ้นมาว่า ทำไมลูกเราชอบเล่นอะไรที่รุนแรง หรือชอบเล่นพิเรนทร์ที่เด็กคนอื่นเขามักจะไม่เล่นกัน ซึ่งสาเหตุที่เด็กบางคนชอบเล่นรุนแรง ผาดโผน ยับยั้งตัวเองไม่ได้ อาจเป็นเพราะ
1. เป็นช่วงพัฒนาการปกติในวัย 1-2 ปี ที่เด็กยังไม่เข้าใจสิ่งต่างๆ ได้ดีนัก เอาตัวเองเป็นจุดศูนย์กลาง ทำตามความพอใจของตนเองเป็นหลัก
2. การเลี้ยงดูที่ยอมเด็กมากเกินไป เนื่องจากกลัวเด็กอาละวาด ร้องไห้ จนเด็กกลายเป็นคนเจ้าอารมณ์ เอาแต่ใจตัวเอง
3. มีต้นแบบของความรุนแรงหรือไม่ยับยั้งตนเอง
4. มีผู้ส่งเสริมความก้าวร้าว ผาดโผน หรือมีคนเชียร์ คอยชื่นชมเวลาที่ทำอะไรแผลงๆ
5. หรือเด็กมีความบกพร่องในการทำงานของสมอง ทำให้การควบคุม ยับยั้งตนเองทำได้น้อยลง
Solution
ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงควรสังเกตลูกน้อยอย่างใกล้ชิด ว่าสาเหตุที่ทำให้ลูกน้อยชอบเล่นผาดโผน เล่นแบบรุนแรงนั้นมีสาเหตุมาจากอะไร จากนั้นก็แก้ปัญหาให้ตรงจุดดังนี้
1. หากมองว่าเป็นช่วงพัฒนาการปกติในวัย 1-2 ปี ที่เด็กยังไม่เข้าใจสิ่งต่างๆ ได้ดีนัก คุณพ่อคุณแม่ก็ควรเป็นคนให้คำแนะนำลูกเกี่ยวกับการเล่น กฎกติกา และวิธีการเล่นที่ถูกต้อง
2. หากเกิดจากการเลี้ยงดูของคุณพ่อคุณแม่เองที่ยอมลูก ตามใจลูกมากจนเกินไป ก็ควรลด ละ เลิกพฤติกรรมนั้นเสียก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป การฝึกสอนที่มีกฎเกณฑ์ ขอบเขตที่ให้โอกาสลูกทำสิ่งต่างๆ อย่างชัดเจน และการฝึกอย่างสม่ำเสมอจะช่วยได้ เช่น ถ้าลูกเล่นเกินขอบเขตต้องหยุดเล่น หรือหยุดพฤติกรรมของลูกให้ได้ ถึงลูกจะเสียใจ ร้องไห้ ก็อย่าเอาใจใส่หรือให้ความสนใจ จากนั้นให้เบี่ยงเบนความสนใจลูกออกไปและไม่ตามใจลูก
3. หากพฤติกรรมการเล่นแบบผาดโผนเกิดจากการที่มีต้นแบบของความรุนแรงให้ลูกเห็น คุณพ่อคุณแม่ควรฝึกให้ลูกหัดยับยั้งอารมณ์ของตัวเอง และการที่จะฝึกสอนลูกได้คุณพ่อคุณแม่ก็ต้องเป็นแบบอย่างให้ลูกเห็นอยู่ตลอดเวลาด้วย
4. งดการส่งเสริมความก้าวร้าว ผาดโผน หรือคอยเชียร์ คอยชื่นชมเวลาที่ลูกทำอะไรแผลงๆ ยิ่งมีผู้ใหญ่ชื่นชมบ่อยๆ ลูกอาจทำจนติดเป็นนิสัย และเข้าใจผิดคิดว่าสิ่งที่เขาทำนั้นถูกต้องแล้ว
5. หากสงสัยว่าพฤติกรรมของลูกเกิดจากความบกพร่องในการทำงานของสมอง คุณพ่อคุณแม่ควรพาลูกไปพบกุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กเพื่อขอคำปรึกษา และหาวิธีแก้ไขต่อไปค่ะ
แต่ในทางกลับกันการห้ามมากเกินไป ดุมากไปจนลูกหงอไม่กล้าทำอะไร ก็จะไปขัดขวางการเรียนรู้ของลูกให้หยุดชะงักอยู่แค่นั้น และสุดท้ายก็ไม่เกิดผลดีใดๆ กับลูกเลย
Problem
แต่คุณพ่อคุณแม่บางท่านอาจเกิดคำถามขึ้นมาว่า ทำไมลูกเราชอบเล่นอะไรที่รุนแรง หรือชอบเล่นพิเรนทร์ที่เด็กคนอื่นเขามักจะไม่เล่นกัน ซึ่งสาเหตุที่เด็กบางคนชอบเล่นรุนแรง ผาดโผน ยับยั้งตัวเองไม่ได้ อาจเป็นเพราะ
1. เป็นช่วงพัฒนาการปกติในวัย 1-2 ปี ที่เด็กยังไม่เข้าใจสิ่งต่างๆ ได้ดีนัก เอาตัวเองเป็นจุดศูนย์กลาง ทำตามความพอใจของตนเองเป็นหลัก
2. การเลี้ยงดูที่ยอมเด็กมากเกินไป เนื่องจากกลัวเด็กอาละวาด ร้องไห้ จนเด็กกลายเป็นคนเจ้าอารมณ์ เอาแต่ใจตัวเอง
3. มีต้นแบบของความรุนแรงหรือไม่ยับยั้งตนเอง
4. มีผู้ส่งเสริมความก้าวร้าว ผาดโผน หรือมีคนเชียร์ คอยชื่นชมเวลาที่ทำอะไรแผลงๆ
5. หรือเด็กมีความบกพร่องในการทำงานของสมอง ทำให้การควบคุม ยับยั้งตนเองทำได้น้อยลง
Solution
ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงควรสังเกตลูกน้อยอย่างใกล้ชิด ว่าสาเหตุที่ทำให้ลูกน้อยชอบเล่นผาดโผน เล่นแบบรุนแรงนั้นมีสาเหตุมาจากอะไร จากนั้นก็แก้ปัญหาให้ตรงจุดดังนี้
1. หากมองว่าเป็นช่วงพัฒนาการปกติในวัย 1-2 ปี ที่เด็กยังไม่เข้าใจสิ่งต่างๆ ได้ดีนัก คุณพ่อคุณแม่ก็ควรเป็นคนให้คำแนะนำลูกเกี่ยวกับการเล่น กฎกติกา และวิธีการเล่นที่ถูกต้อง
2. หากเกิดจากการเลี้ยงดูของคุณพ่อคุณแม่เองที่ยอมลูก ตามใจลูกมากจนเกินไป ก็ควรลด ละ เลิกพฤติกรรมนั้นเสียก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป การฝึกสอนที่มีกฎเกณฑ์ ขอบเขตที่ให้โอกาสลูกทำสิ่งต่างๆ อย่างชัดเจน และการฝึกอย่างสม่ำเสมอจะช่วยได้ เช่น ถ้าลูกเล่นเกินขอบเขตต้องหยุดเล่น หรือหยุดพฤติกรรมของลูกให้ได้ ถึงลูกจะเสียใจ ร้องไห้ ก็อย่าเอาใจใส่หรือให้ความสนใจ จากนั้นให้เบี่ยงเบนความสนใจลูกออกไปและไม่ตามใจลูก
3. หากพฤติกรรมการเล่นแบบผาดโผนเกิดจากการที่มีต้นแบบของความรุนแรงให้ลูกเห็น คุณพ่อคุณแม่ควรฝึกให้ลูกหัดยับยั้งอารมณ์ของตัวเอง และการที่จะฝึกสอนลูกได้คุณพ่อคุณแม่ก็ต้องเป็นแบบอย่างให้ลูกเห็นอยู่ตลอดเวลาด้วย
4. งดการส่งเสริมความก้าวร้าว ผาดโผน หรือคอยเชียร์ คอยชื่นชมเวลาที่ลูกทำอะไรแผลงๆ ยิ่งมีผู้ใหญ่ชื่นชมบ่อยๆ ลูกอาจทำจนติดเป็นนิสัย และเข้าใจผิดคิดว่าสิ่งที่เขาทำนั้นถูกต้องแล้ว
5. หากสงสัยว่าพฤติกรรมของลูกเกิดจากความบกพร่องในการทำงานของสมอง คุณพ่อคุณแม่ควรพาลูกไปพบกุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กเพื่อขอคำปรึกษา และหาวิธีแก้ไขต่อไปค่ะ
ปลูกรักในใจลูก
ทักษะพื้นฐานของการดำรงชีวิตอย่างมีความสุขนั้น ไม่ใช่สิ่งที่จะสอนกันได้เสมอไป เพราะเป็นนามธรรม ที่ไม่เหมือนกับการสอนลูกให้เขียนหนังสือหรือสอนลูกให้เก็บของเล่น ดังนั้นการปลูกรักในใจลูกต้องให้เขาได้เรียนรู้ว่า หากต้องการความรัก คุณต้องมอบความรักก่อน หรือ หากต้องการให้คนอื่นมีน้ำใจกับเรา เราก็ต้องเรียนรู้ที่จะแบ่งปันสิ่งต่างๆ ให้ผู้อื่นด้วย
1. Show a Little bit of Kindness แสดงให้ลูกเห็นว่าคุณก็เห็นอกเห็นใจบุคคลรอบกาย ด้วยการใส่ใจ และห่วงใยความเป็นไปของกันและกัน เริ่มง่ายๆ จากคนในครอบครัว หากว่าคุณย่าคุณยายไม่สบาย คุณก็อาจจะชวนลูกทำข้าวต้มไปเยี่ยม คุณพ่อบ้านก็อาจจะแสดงความมีน้ำใจต่อคุณแม่ด้วยการชวนลูกๆ อาสาทำความสะอาดบ้านให้ในวันหยุด เมื่อความมีน้ำใจให้แก่กันเกิดขึ้นภายในบ้านของคุณจนกลายเป็นกิจวัตรแล้ว สิ่งดีๆ เหล่านี้ก็จะส่งผ่านไปยังสังคมที่คุณอยู่โดยอัตโนมัติ คุณพ่อคุณแม่ต้องระลึกไว้อยู่เสมอว่า สิ่งดีๆ ในสังคมจะเกิดขึ้นได้ ต้องเริ่มต้นจากภายในครอบครัวก่อน
2. Respect to the Earth การห่วงใยโลกใบนี้ซึ่งพวกเราอาศัยอยู่ก็เป็นสิ่งที่คุณควรทำให้ลูกเห็นความสำคัญ เริ่มง่ายๆ จากการทิ้งขยะให้เป็นที่เป็นทาง หากคุณหรือลูกบังเอิญทำเศษกระดาษตกพื้น ก็อย่าละเลยที่จะเก็บเศษกระดาษนั้นไปทิ้งให้ถูกที่ นอกจากความรู้สึกดีที่คุณจะรู้สึกได้จากการกระทำนี้แล้ว เจ้าตัวเล็กที่เฝ้ามองคุณอยู่ก็ได้เรียนรู้สำนึกที่ดีไปพร้อมกันด้วย แต่หากคุณคิดว่า ทิ้งตรงไหนก็ได้ เดี๋ยวคนกวาดขยะไม่มีงานทำ หรือ ไม่ใช่หน้าที่ของฉันต้องเก็บขยะ แต่อย่างน้อยๆ ก็น่าจะคิดว่าการเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับลูกนั้นเป็นหน้าที่ซึ่งพ่อแม่ที่ดีควรกระทำ
3. Assign Duties เด็กๆ ควรได้เรียนรู้ที่จะเข้าใจว่าความช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ นั้นเป็นสิ่งที่ครอบครัวต้องการ เพราะเขาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว และเราต่างอาศัยอยู่ใต้หลังคาเดียวกัน อย่างเช่น สอนให้ลูกเก็บที่นอนหลังจากตื่นนอนไม่ใช่สิ่งที่ยากเกินทำได้ หรือการสอนลูกให้รดน้ำต้นไม้ คุณอาจทำตารางหน้าที่ความรับผิดชอบของลูกติดไว้ในที่ที่เห็นได้ชัด เมื่อลูกทำตามหน้าที่ในแต่ละวันได้สำเร็จ ติดสติกเกอร์สวยๆ เพื่อสะสมแต้ม และเมื่อทำหน้าที่ได้ครบทั้งสัปดาห์ก็รับรองได้ว่าลูกๆ ต้องภูมิใจกับสิ่งที่เขาได้ช่วยทำแน่นอน
4. Share Your Stuffs หากตู้หนังสือที่บ้านเริ่มเต็มหรือมีใส่เสื้อผ้าไม่ได้ ชวนเจ้าตัวเล็กแบ่งปันสิ่งเหล่านี้ให้กับผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนบ้านหรือบริจาคให้กับผู้ที่ขาดแคลน สิ่งนี้เป็นบทเรียนแห่งการแบ่งปันบทแรกๆ ที่คุณและลูกสามารถทำได้ง่ายมากๆ
5. Look Through the World with Love ในโลกแห่งข้อมูลข่าวสารและการแข่งขันอย่างทุกวันนี้ เป็นไปได้มากที่เจ้าตัวเล็กจะรู้สึกว่าโลกรอบตัวของเขาช่างโหดร้ายและอันตราย คุณควรจะชี้ชวนให้ลูกมองสิ่งดีๆ ของโลกใบนี้ สิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นการรวมตัวกันของเยาวชนเพื่อช่วยเหลือคนพิการ หรือคุณอาจจะตัดข่าววิวัฒนาการใหม่ๆ การค้นพบต่างๆ ที่น่าสนใจมาพูดคุยกับลูก ให้หนูน้อยได้รู้สึกว่าในโลกใบนี้ยังมีเรื่องราวอีกมากมาย ไม่ใช่เพียงแค่ความโหดร้ายที่เราได้ยินกันบ่อยๆ ผ่านสื่อเท่านั้น
6. Willing to Help ให้ลูกเห็นว่าคุณทำสิ่งที่นอกเหนือไปจากหน้าที่ของคุณ เช่น ยินดีช่วยเหลือหากเพื่อนบ้านต้องการความช่วยเหลือ รับฝากดูแลสุนัขขณะที่เพื่อนต้องไปต่างจังหวัด เสนอตัวเป็นครูอาสาสมัครช่วยสอนพิเศษเด็กๆ ในโรงเรียนของลูก หรือชวนลูกไปอ่านหนังสือให้กับคนตาบอด การที่คุณเสียสละเวลาของคุณทำสิ่งต่างๆ เพื่อคนอื่นอย่างเต็มใจ และมีความสุขนี้ ไม่เพียงแต่ลูกจะภูมิใจในตัวคุณ แต่เขายังมองคุณเป็นแบบอย่างในการทำความดีอีกด้วย
7. Say Thanks คุณควรฝึกพูดคำว่าขอบคุณและขอบใจให้เป็นนิสัย แม้กระทั่งกับลูกของคุณเอง เมื่อใดก็ตามที่ลูกทำสิ่งดีๆ ให้อย่าลืมที่จะแสดงให้เจ้าตัวเล็กรับรู้ว่าคุณซาบซึ้งในสิ่งที่เขาทำให้ โดยการกล่าวคำขอบคุณอย่างจริงใจ ทั้งนี้รวมไปถึงคนรอบๆ กาย ตั้งแต่พนักงานเสิร์ฟอาหาร คนขับรถ ฯลฯ เพราะบางครั้งเพียงแค่การแสดงความซึ้งใจและคำขอบคุณเพียงคำเดียว ก็อาจทำให้คนบางคนมีกำลังใจทำงานไปได้ทั้งวัน
1. Show a Little bit of Kindness แสดงให้ลูกเห็นว่าคุณก็เห็นอกเห็นใจบุคคลรอบกาย ด้วยการใส่ใจ และห่วงใยความเป็นไปของกันและกัน เริ่มง่ายๆ จากคนในครอบครัว หากว่าคุณย่าคุณยายไม่สบาย คุณก็อาจจะชวนลูกทำข้าวต้มไปเยี่ยม คุณพ่อบ้านก็อาจจะแสดงความมีน้ำใจต่อคุณแม่ด้วยการชวนลูกๆ อาสาทำความสะอาดบ้านให้ในวันหยุด เมื่อความมีน้ำใจให้แก่กันเกิดขึ้นภายในบ้านของคุณจนกลายเป็นกิจวัตรแล้ว สิ่งดีๆ เหล่านี้ก็จะส่งผ่านไปยังสังคมที่คุณอยู่โดยอัตโนมัติ คุณพ่อคุณแม่ต้องระลึกไว้อยู่เสมอว่า สิ่งดีๆ ในสังคมจะเกิดขึ้นได้ ต้องเริ่มต้นจากภายในครอบครัวก่อน
2. Respect to the Earth การห่วงใยโลกใบนี้ซึ่งพวกเราอาศัยอยู่ก็เป็นสิ่งที่คุณควรทำให้ลูกเห็นความสำคัญ เริ่มง่ายๆ จากการทิ้งขยะให้เป็นที่เป็นทาง หากคุณหรือลูกบังเอิญทำเศษกระดาษตกพื้น ก็อย่าละเลยที่จะเก็บเศษกระดาษนั้นไปทิ้งให้ถูกที่ นอกจากความรู้สึกดีที่คุณจะรู้สึกได้จากการกระทำนี้แล้ว เจ้าตัวเล็กที่เฝ้ามองคุณอยู่ก็ได้เรียนรู้สำนึกที่ดีไปพร้อมกันด้วย แต่หากคุณคิดว่า ทิ้งตรงไหนก็ได้ เดี๋ยวคนกวาดขยะไม่มีงานทำ หรือ ไม่ใช่หน้าที่ของฉันต้องเก็บขยะ แต่อย่างน้อยๆ ก็น่าจะคิดว่าการเป็นตัวอย่างที่ดีให้กับลูกนั้นเป็นหน้าที่ซึ่งพ่อแม่ที่ดีควรกระทำ
3. Assign Duties เด็กๆ ควรได้เรียนรู้ที่จะเข้าใจว่าความช่วยเหลือเล็กๆ น้อยๆ นั้นเป็นสิ่งที่ครอบครัวต้องการ เพราะเขาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว และเราต่างอาศัยอยู่ใต้หลังคาเดียวกัน อย่างเช่น สอนให้ลูกเก็บที่นอนหลังจากตื่นนอนไม่ใช่สิ่งที่ยากเกินทำได้ หรือการสอนลูกให้รดน้ำต้นไม้ คุณอาจทำตารางหน้าที่ความรับผิดชอบของลูกติดไว้ในที่ที่เห็นได้ชัด เมื่อลูกทำตามหน้าที่ในแต่ละวันได้สำเร็จ ติดสติกเกอร์สวยๆ เพื่อสะสมแต้ม และเมื่อทำหน้าที่ได้ครบทั้งสัปดาห์ก็รับรองได้ว่าลูกๆ ต้องภูมิใจกับสิ่งที่เขาได้ช่วยทำแน่นอน
4. Share Your Stuffs หากตู้หนังสือที่บ้านเริ่มเต็มหรือมีใส่เสื้อผ้าไม่ได้ ชวนเจ้าตัวเล็กแบ่งปันสิ่งเหล่านี้ให้กับผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นเพื่อนบ้านหรือบริจาคให้กับผู้ที่ขาดแคลน สิ่งนี้เป็นบทเรียนแห่งการแบ่งปันบทแรกๆ ที่คุณและลูกสามารถทำได้ง่ายมากๆ
5. Look Through the World with Love ในโลกแห่งข้อมูลข่าวสารและการแข่งขันอย่างทุกวันนี้ เป็นไปได้มากที่เจ้าตัวเล็กจะรู้สึกว่าโลกรอบตัวของเขาช่างโหดร้ายและอันตราย คุณควรจะชี้ชวนให้ลูกมองสิ่งดีๆ ของโลกใบนี้ สิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นการรวมตัวกันของเยาวชนเพื่อช่วยเหลือคนพิการ หรือคุณอาจจะตัดข่าววิวัฒนาการใหม่ๆ การค้นพบต่างๆ ที่น่าสนใจมาพูดคุยกับลูก ให้หนูน้อยได้รู้สึกว่าในโลกใบนี้ยังมีเรื่องราวอีกมากมาย ไม่ใช่เพียงแค่ความโหดร้ายที่เราได้ยินกันบ่อยๆ ผ่านสื่อเท่านั้น
6. Willing to Help ให้ลูกเห็นว่าคุณทำสิ่งที่นอกเหนือไปจากหน้าที่ของคุณ เช่น ยินดีช่วยเหลือหากเพื่อนบ้านต้องการความช่วยเหลือ รับฝากดูแลสุนัขขณะที่เพื่อนต้องไปต่างจังหวัด เสนอตัวเป็นครูอาสาสมัครช่วยสอนพิเศษเด็กๆ ในโรงเรียนของลูก หรือชวนลูกไปอ่านหนังสือให้กับคนตาบอด การที่คุณเสียสละเวลาของคุณทำสิ่งต่างๆ เพื่อคนอื่นอย่างเต็มใจ และมีความสุขนี้ ไม่เพียงแต่ลูกจะภูมิใจในตัวคุณ แต่เขายังมองคุณเป็นแบบอย่างในการทำความดีอีกด้วย
7. Say Thanks คุณควรฝึกพูดคำว่าขอบคุณและขอบใจให้เป็นนิสัย แม้กระทั่งกับลูกของคุณเอง เมื่อใดก็ตามที่ลูกทำสิ่งดีๆ ให้อย่าลืมที่จะแสดงให้เจ้าตัวเล็กรับรู้ว่าคุณซาบซึ้งในสิ่งที่เขาทำให้ โดยการกล่าวคำขอบคุณอย่างจริงใจ ทั้งนี้รวมไปถึงคนรอบๆ กาย ตั้งแต่พนักงานเสิร์ฟอาหาร คนขับรถ ฯลฯ เพราะบางครั้งเพียงแค่การแสดงความซึ้งใจและคำขอบคุณเพียงคำเดียว ก็อาจทำให้คนบางคนมีกำลังใจทำงานไปได้ทั้งวัน
นอนถูกท่าช่วยพัฒนาการเรียนรู้
จากการศึกษาของนักการศึกษาและนักจิตวิทยาพัฒนาการของประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่าท่านอนสามารถส่งเสริมการเรียนรู้ของเด็กได้ ดังนั้นถ้าคุณจัดให้ลูกได้นอนในท่าที่เหมาะสมก็จะช่วยส่งเสริมให้ลูกสามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้ดียิ่งขึ้น สิ่งที่ต้องคำนึงถึงในการจัดท่านอนให้ลูกคือ ระดับพัฒนาการตามวัยของลูก โดยสามารถทำได้ ดังนี้
ช่วงอายุแรกเกิด 3 เดือน : ลูกสามารถเอียงคอไปมาได้ แต่ยังชันคอได้ไม่ดีนัก
ท่านอนที่เหมาะสม ควรจัดให้ลูกนอนหงายหรือนอนตะแคง เพื่อให้ลูกสามารถมองเห็นสิ่งแวดล้อมรอบตัวได้ง่ายขึ้น เนื่องจากกล้ามเนื้อคอของลูกยังไม่แข็งแรง การเคลื่อนไหวของคอจึงเป็นลักษณะหันไปมาซ้าย-ขวา ดังนั้นการให้ลูกนอนหงายหรือนอนตะแคงจึงเป็นท่านอนที่เหมาะสม มากที่สุด ไม่ควรให้ลูกนอนคว่ำโดยที่ไม่มีคนดูแลใกล้ชิด เพราะอาจทำให้เกิดอันตรายที่เรียกว่า ภาวะ SIDS (Sudden Infant Death Syndrome) ที่อาจทำให้เด็กเสียชีวิตได้
นอกจากนี้จากการศึกษายังพบว่าเด็กที่ถูกจับให้นอนคว่ำจะเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้น้อยกว่า และเมื่อโตขึ้นจะมีความช่างสังเกตน้อยกว่าเด็กที่นอนหงาย ส่วนสิ่งแวดล้อมที่ควรจัดให้ลูกในช่วงนี้ควรเป็นภาพหรือของเล่นที่มีสีสันสดใสและมีเสียง อาจเคลื่อนไหวในแนวนอนหรือแนวราบก็ได้
ช่วงอายุ 4-6 เดือน : กล้ามเนื้อคอที่แข็งแรงมากขึ้น ลูกจึงสามารถชันคอ ยกศีรษะ และหันหน้าไปมาได้ดีขึ้น
ท่านอนที่เหมาะสม ท่านอนที่ส่งเสริมการเรียนรู้ของลูกได้ดีคือ ท่านอนคว่ำ ลูกจะชอบยกศีรษะขึ้นมองสิ่งของที่อยู่ตรงหน้า และก้มหน้าลงมองภาพหรือของเล่นที่อยู่บนพื้น ดังนั้นสิ่งแวดล้อมที่ควรจัดให้ลูกในช่วงวัยนี้จึงควรเป็นผ้าปูที่นอนที่มีสีสันสดใส มีลวดลายที่ไม่ซับซ้อนมากเกินไป และควรแขวนของเล่นที่มีเสียงและเคลื่อนไหวได้ทั้งในแนวดิ่งและแนวราบเอาไว้ให้ลูกดูด้วย และหากทารกอยู่ในท่านอนคว่ำ ต้องมีคนดูแลใกล้ชิดและลักษณะที่นอน หมอนต้องไม่นุ่มนิ่มจนมีปัญหาการอุดกั้นทางเดินหายใจได้
ช่วงอายุ 6 เดือนขึ้นไป : สามารถเคลื่อนไหวศีรษะ คอ ไหล่ แขน ขา และหลังส่วนบนได้ดี พลิกตัวไปมาได้
ท่านอนที่เหมาะสม ท่านอนที่ส่งเสริมการเรียนรู้สำหรับลูกวัยนี้สามารถทำได้หลายแบบ โดยมักขึ้นอยู่กับสิ่งที่คุณต้องการให้ลูกเรียนรู้ โดยอาจให้ลูกนอนหงาย กึ่งนั่งกึ่งนอน นอนตะแคง หรือนอนคว่ำ สิ่งแวดล้อมที่ควรจัดให้ลูกเรียนรู้ควรเป็นของเล่นที่เคลื่อนไหวในแนว 360 องศา
Tips.Sweet dream
ให้ลูกเข้านอนเป็นเวลา พยายามจัดตารางการเข้านอนของลูก รวมไปถึงกิจกรรมต่างๆ ของลูกให้เป็นเวลา และทำให้เป็นกิจวัตรประจำวันอย่างสม่ำเสมอ วิธีจะช่วยให้เด็กๆ คุ้นเคย จดจำและยอมปฏิบัติตามง่ายขึ้น เช่น หลังจากคุณพ่อเล่านิทานให้ฟังที่เตียงนอนจบแล้วก็ถึงเวลาเข้านอน
สอนให้ลูกรู้จักกลางวันกลางคืน ช่วงกลางวันไม่ควรปล่อยให้ลูกนอนอย่างเดียว แต่ควรเล่นหยอกล้อและสร้างกิจกรรมต่างๆ ให้ลูกทำ ส่วนช่วงกลางคืนต้องพยายามสร้างบรรยากาศเงียบสงบ ไม่เปิดไฟสว่าง พยายามลดกิจกรรมลง พูดเสียงเบา เพื่อให้ลูกเรียนรู้ว่าเวลากลางคืนเป็นเวลาของการนอนหลับพักผ่อน
ให้ลูกนอนหลับได้ด้วยตัวเอง เวลาที่พาลูกเข้านอนคุณพ่อคุณแม่ไม่ควรใช้วิธีอุ้มเขย่า พานั่งรถเข็น รถยนต์ หรือให้ดูดนมเพื่อกล่อมถึงจะยอมหลับ เพราะวิธีเหล่านี้จะทำให้ลูกติดและเคยตัวจนต้องทำแบบนั้นต่อไปจนโตถึงจะหลับได้ หากจะกล่อมก็อาจจะเป็นเพียงการร้องเพลงกล่อม ลูบเนื้อลูบตัวบนเตียง ถ้าจะอุ้มกล่อมก็ควรจะวางลูกบนที่นอนเมื่อเห็นว่าง่วงแต่ยังไม่หลับ จะเป็นการช่วยฝึกให้ลูกรู้ว่าเตียงคือที่นอน และตัวเขาสามารถหลับเองได้โดยไม่ต้องอาศัยอะไรมาช่วย
ไม่รีบอุ้มหรือป้อนนมเข้าปากลูกทันทีเมื่อร้อง อย่าเพิ่งถลาเข้าไปอุ้มลูกทันทีทุกครั้ง เมื่อขยับตัวหรือส่งเสียงร้องบนเตียง ลองปล่อยสัก 2-3 นาที ลูกอาจจะเงียบเสียงและหลับต่อไปได้ และการที่ลูกตื่นมาร้องไม่ได้แปลว่าลูกจะหิวเสมอไป ไม่จำเป็นต้องเอาอะไรเข้าปากเขาแม้กระทั่งนมแม่ ลองฝึกกล่อมให้เค้าหลับต่อไปให้ได้ อาจจะร้องอยู่สัก 3-4 วัน ก็จะเคยชินกับการหลับยาวทั้งคืน ถ้าเข้าไปอุ้มหรือให้กินนมทุกครั้งที่ตื่นลูกก็จะชินแบบนั้น แต่การที่ตื่นขึ้นมา แล้วมีคุณพ่อคุณแม่อยู่ใกล้ๆ ก็จะช่วยเรื่องความอบอุ่นทางด้านจิตใจของลูกได้
ช่วงอายุแรกเกิด 3 เดือน : ลูกสามารถเอียงคอไปมาได้ แต่ยังชันคอได้ไม่ดีนัก
ท่านอนที่เหมาะสม ควรจัดให้ลูกนอนหงายหรือนอนตะแคง เพื่อให้ลูกสามารถมองเห็นสิ่งแวดล้อมรอบตัวได้ง่ายขึ้น เนื่องจากกล้ามเนื้อคอของลูกยังไม่แข็งแรง การเคลื่อนไหวของคอจึงเป็นลักษณะหันไปมาซ้าย-ขวา ดังนั้นการให้ลูกนอนหงายหรือนอนตะแคงจึงเป็นท่านอนที่เหมาะสม มากที่สุด ไม่ควรให้ลูกนอนคว่ำโดยที่ไม่มีคนดูแลใกล้ชิด เพราะอาจทำให้เกิดอันตรายที่เรียกว่า ภาวะ SIDS (Sudden Infant Death Syndrome) ที่อาจทำให้เด็กเสียชีวิตได้
นอกจากนี้จากการศึกษายังพบว่าเด็กที่ถูกจับให้นอนคว่ำจะเรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้น้อยกว่า และเมื่อโตขึ้นจะมีความช่างสังเกตน้อยกว่าเด็กที่นอนหงาย ส่วนสิ่งแวดล้อมที่ควรจัดให้ลูกในช่วงนี้ควรเป็นภาพหรือของเล่นที่มีสีสันสดใสและมีเสียง อาจเคลื่อนไหวในแนวนอนหรือแนวราบก็ได้
ช่วงอายุ 4-6 เดือน : กล้ามเนื้อคอที่แข็งแรงมากขึ้น ลูกจึงสามารถชันคอ ยกศีรษะ และหันหน้าไปมาได้ดีขึ้น
ท่านอนที่เหมาะสม ท่านอนที่ส่งเสริมการเรียนรู้ของลูกได้ดีคือ ท่านอนคว่ำ ลูกจะชอบยกศีรษะขึ้นมองสิ่งของที่อยู่ตรงหน้า และก้มหน้าลงมองภาพหรือของเล่นที่อยู่บนพื้น ดังนั้นสิ่งแวดล้อมที่ควรจัดให้ลูกในช่วงวัยนี้จึงควรเป็นผ้าปูที่นอนที่มีสีสันสดใส มีลวดลายที่ไม่ซับซ้อนมากเกินไป และควรแขวนของเล่นที่มีเสียงและเคลื่อนไหวได้ทั้งในแนวดิ่งและแนวราบเอาไว้ให้ลูกดูด้วย และหากทารกอยู่ในท่านอนคว่ำ ต้องมีคนดูแลใกล้ชิดและลักษณะที่นอน หมอนต้องไม่นุ่มนิ่มจนมีปัญหาการอุดกั้นทางเดินหายใจได้
ช่วงอายุ 6 เดือนขึ้นไป : สามารถเคลื่อนไหวศีรษะ คอ ไหล่ แขน ขา และหลังส่วนบนได้ดี พลิกตัวไปมาได้
ท่านอนที่เหมาะสม ท่านอนที่ส่งเสริมการเรียนรู้สำหรับลูกวัยนี้สามารถทำได้หลายแบบ โดยมักขึ้นอยู่กับสิ่งที่คุณต้องการให้ลูกเรียนรู้ โดยอาจให้ลูกนอนหงาย กึ่งนั่งกึ่งนอน นอนตะแคง หรือนอนคว่ำ สิ่งแวดล้อมที่ควรจัดให้ลูกเรียนรู้ควรเป็นของเล่นที่เคลื่อนไหวในแนว 360 องศา
Tips.Sweet dream
ให้ลูกเข้านอนเป็นเวลา พยายามจัดตารางการเข้านอนของลูก รวมไปถึงกิจกรรมต่างๆ ของลูกให้เป็นเวลา และทำให้เป็นกิจวัตรประจำวันอย่างสม่ำเสมอ วิธีจะช่วยให้เด็กๆ คุ้นเคย จดจำและยอมปฏิบัติตามง่ายขึ้น เช่น หลังจากคุณพ่อเล่านิทานให้ฟังที่เตียงนอนจบแล้วก็ถึงเวลาเข้านอน
สอนให้ลูกรู้จักกลางวันกลางคืน ช่วงกลางวันไม่ควรปล่อยให้ลูกนอนอย่างเดียว แต่ควรเล่นหยอกล้อและสร้างกิจกรรมต่างๆ ให้ลูกทำ ส่วนช่วงกลางคืนต้องพยายามสร้างบรรยากาศเงียบสงบ ไม่เปิดไฟสว่าง พยายามลดกิจกรรมลง พูดเสียงเบา เพื่อให้ลูกเรียนรู้ว่าเวลากลางคืนเป็นเวลาของการนอนหลับพักผ่อน
ให้ลูกนอนหลับได้ด้วยตัวเอง เวลาที่พาลูกเข้านอนคุณพ่อคุณแม่ไม่ควรใช้วิธีอุ้มเขย่า พานั่งรถเข็น รถยนต์ หรือให้ดูดนมเพื่อกล่อมถึงจะยอมหลับ เพราะวิธีเหล่านี้จะทำให้ลูกติดและเคยตัวจนต้องทำแบบนั้นต่อไปจนโตถึงจะหลับได้ หากจะกล่อมก็อาจจะเป็นเพียงการร้องเพลงกล่อม ลูบเนื้อลูบตัวบนเตียง ถ้าจะอุ้มกล่อมก็ควรจะวางลูกบนที่นอนเมื่อเห็นว่าง่วงแต่ยังไม่หลับ จะเป็นการช่วยฝึกให้ลูกรู้ว่าเตียงคือที่นอน และตัวเขาสามารถหลับเองได้โดยไม่ต้องอาศัยอะไรมาช่วย
ไม่รีบอุ้มหรือป้อนนมเข้าปากลูกทันทีเมื่อร้อง อย่าเพิ่งถลาเข้าไปอุ้มลูกทันทีทุกครั้ง เมื่อขยับตัวหรือส่งเสียงร้องบนเตียง ลองปล่อยสัก 2-3 นาที ลูกอาจจะเงียบเสียงและหลับต่อไปได้ และการที่ลูกตื่นมาร้องไม่ได้แปลว่าลูกจะหิวเสมอไป ไม่จำเป็นต้องเอาอะไรเข้าปากเขาแม้กระทั่งนมแม่ ลองฝึกกล่อมให้เค้าหลับต่อไปให้ได้ อาจจะร้องอยู่สัก 3-4 วัน ก็จะเคยชินกับการหลับยาวทั้งคืน ถ้าเข้าไปอุ้มหรือให้กินนมทุกครั้งที่ตื่นลูกก็จะชินแบบนั้น แต่การที่ตื่นขึ้นมา แล้วมีคุณพ่อคุณแม่อยู่ใกล้ๆ ก็จะช่วยเรื่องความอบอุ่นทางด้านจิตใจของลูกได้
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)