วันพุธที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2556

เมื่อเจ้าตัวดีขี้โมโห...

สถานการณ์สมมติ : คุณเดินเข้าไปหาเจ้าตัวเล็กที่กำลังเพลินกับของเล่นชิ้นใหม่ หลังจากที่เตือนลูกล่วงหน้าแล้วว่าอีก 5 นาทีจะได้เวลาอาบน้ำ เมื่อถึงเวลาคุณบอกลูกว่า ได้เวลาอาบน้ำแล้วจ๊ะ เจ้าตัวดีทำเฉยเหมือนไม่ได้ยิน ไปอาบน้ำกันเถอะ คุณยังไม่ละความพยายาม คราวนี้เอื้อมมือไปดึงแขนลูกเบาๆ ด้วย เจ้าตัวเล็กสบัดแขนทันใด พร้อมแผดเสียงว่าม่ายยย ม่ายยยอาบ ไป!! ไปเล้ยยย! เจ้าตัวดีส่งเสียง กราดเกรี้ยว ชี้มือไล่ให้คุณไปไกลๆ คุณจะ....

1. ลูกตวาด ฉันก็ตวาดสุดเสียงเหมือนกัน พูดดีๆ แล้วไม่ฟัง ก็คงต้องโดนดีกันบ้างล่ะ ว่าแล้วสงครามกลางบ้านก็เกิดขึ้น! ลูกตวาด คุณตะคอก !! ยื้อยุดกันสุดฤทธิ์ ฉันจะยอมแพ้ลูกไม่ได้!!!

2. หันหลังให้เจ้าตัวเล็ก เดินออกไปสงบสติอารมณ์ ก่อนเปิด Baby & Kids digest เพื่ออ่านคู่มือสยบเด็กอารมณ์ร้อน ระงับอารมณ์ของคุณไม่ให้ปรอทแตก....ก่อนจะกลับไปรับมือกับลูก

หากคุณเลือกข้อ 2 ขอแสดงความยินดีด้วย เพราะคุณได้เลือกมาถูกทางแล้ว หากช่วงนี้คุณรู้สึกว่านางฟ้าน้อยๆ หรือเจ้าชายน้อยสุดน่ารักของคุณ กลายเป็น Little Devil นั่นอาจเป็นเพราะพัฒนาการตามวัยของลูกก็เป็นได้

โมโห....เพราะไม่ได้ดั่งใจ
ในเมื่อเจ้าตัวดีอยากจะเล่น เล่น แล้วก็เล่น แต่คุณแม่ดันไปขัดใจให้ไปอาบน้ำ มีหรือจะยอมไปดีๆ ว่าแล้วก็เลยอาละวาด เพราะไม่ได้ดั่งใจ นี่คือสาเหตุส่วนใหญ่ที่ทำให้เจ้าตัวดีอารมณ์ร้อนค่ะ เรียกได้ว่าเป็นวิธีหนึ่งที่หนูน้อยนำมา ทดลองใช้ เพื่อต่อรองให้ได้สิ่งที่เขาต้องการ และหากว่าคุณทำตามทุกครั้งที่ลูกอาละวาด กรีดร้อง เขาก็จะเข้าใจว่านี่เป็นวิธีที่ถูกต้องและใช้วิธีการนี้บ่อยๆ ดังนั้น การจะสยบคุณหนูขาวีนได้หรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตัวของคุณพ่อคุณแม่ต่อเจ้าตัวเล็กด้วย

โมโหอย่างนี้... พ่อแม่ต้องมีสติ
เมื่อหนูน้อยอาละวาด สิ่งแรกที่พ่อแม่อย่างเราควรทำคือ ตั้งสติ และพยายามสงบสติอารมณ์ เมื่อลูกร้อนก็อย่าร้อนไปกับลูก เมื่อคุณควบคุมอารมณ์ไม่ให้โมโหได้แล้วก็ต้องมาคิดต่อว่าเรื่องใดสำคัญ และเรื่องใดไม่สำคัญ เช่น หากคุณคิดว่ามันสำคัญมากที่ลูกต้องทำตามคุณในทุกเรื่อง ฉะนั้นคุณก็ต้องยอมรับผลที่ตามมานั่นก็คือการมีสงครามย่อยๆ ภายในบ้านระหว่างคุณกับลูก แต่หากคุณคิดว่าการปรับพฤติกรรมและสอนให้ลูกควบคุมอารณ์ไม่โวยวาย ขี้โมโห สำคัญกว่า คุณก็อาจจะต้องยอมผ่อนปรนบ้าง แผนการที่ดีคือ ตั้งกฎให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ วิธีนี้จะทำให้ลูกได้เรียนรู้ว่า เมื่อใดก็ตามที่มีกฎเกณฑ์เข้ามาเกี่ยวข้อง เรื่องนั้นจะต้องเป็นเรื่องที่สำคัญจริงๆ เช่น ทุกครั้งที่ข้ามถนน ต้อง ให้ผู้ใหญ่จูงมือ

หลากวิธี สยบอารมณ์ร้อน
หลังจากที่คุณตัดสินใจได้แล้วว่าเรื่องใดที่คุณจะให้ความสำคัญ ต่อไปก็มาถึงวิธีการรับมือเมื่อเจ้าตัวน้อยปรอทแตก รับรองว่าหากทำได้คุณจะสยบให้เจ้าตัวเล็กสงบลงได้ในที่สุด

ไม่สนใจ ฟังดูง่าย แต่ทำได้ไม่ง่ายนัก ในเมื่อเจ้าตัวดีแผดเสียงดิ้นทุรนทุรายอยู่ตรงหน้า แล้วจะไม่สนใจได้อย่างไรใช่ไหมค่ะ วิธีนี้คุณพ่อคุณแม่อาจจะต้องใช้ความพยายามสักนิดในการที่จะไม่สนใจเจ้าตัวดีที่อาละวาดอยู่ เพราะโดยทั่วไปหนูน้อยที่แสดงอาการเช่นนี้ก็เพื่อเรียกร้องความสนใจนั่นเอง และยิ่งคุณสนใจ ก็จะยิ่งเป็นแรงเสริมให้ลูกมีพฤติกรรมไม่น่ารักเช่นนี้ต่อไป คราวหน้าหากลูกรักเริ่มอาละวาด ลองทำเฉย เปิดโทรทัศน์ดู แกล้งทำเป็นอ่านหนังสือ ในที่สุดลูกก็จะเหนื่อยและหยุดร้องไปเอง ถึงเวลานั้นแล้วค่อยจับเข่าคุยกันดีๆ

จับแยก ลองอุ้มเจ้าตัวดีที่กำลังดิ้นพล่านไปไว้อีกห้อง (ถ้าคุณแน่ใจว่าลูกจะไม่อาละวาดทำลายข้าวของ หรือตัวเอง) และคุณก็ออกมาอยู่อีกห้อง วิธีนี้จะช่วยทำให้ทั้งคุณและลูกสงบสติอารมณ์ของตัวเอง เมื่อเสียงร้องของลูกเงียบไปแล้ว คุณค่อยเข้าไปหาลูก

เบี่ยงเบนความสนใจ วิธีนี้ใช้ได้ดี ในกรณีที่คุณพ่อคุณแม่เป็นคนใจเย็น และมั่นใจว่ารับมือได้ดีหากโดนเจ้าตัวดีอาละวาดกลับมาค่ะ การเบี่ยงเบนความสนใจทำได้โดย เมื่อลูกเริ่มอาละวาด คุณก็ผละไปเล่นของเล่นชิ้นใหม่ หรือหาน้ำดื่มมาให้ลูก อุ้มเจ้าตัวดีไปเดินเล่นชี้ให้ชมนกชมไม้ ฯลฯ ทำสิ่งใดก็ได้ที่จะทำให้ลูกลืมเรื่องที่ทำให้เขาหัวเสียเพื่อหันเหความสนใจ

รับมือภาวะเด็กคลอดก่อนกำหนด

หากคุณแม่ตั้งครรภ์ตั้งแต่ 28 สัปดาห์และคลอดก่อนอายุครรภ์ครบ 37 สัปดาห์ เราจะเรียกการคลอดนี้ว่าเป็นการคลอดก่อนกำหนด ทารกที่คลอดก่อนกำหนดส่วนใหญ่จะน้ำหนักน้อย ตัวเล็ก และจำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือจากแพทย์ด้วยเครื่องมือต่างๆ ทั้งนี้ เป็นเพราะระบบร่างกายของลูกยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่นั่นเอง ในประเทศไทยพบว่าร้อยละ 10 ของหญิงตั้งครรภ์มีภาวะคลอดก่อนกำหนด และนำมาซึ่งปัญหาสุขภาพของลูกน้อยหลังคลอด

คลอดก่อนกำหนด กับระบบของร่างกาย

ทารกที่คลอดก่อนกำหนดนั้น ระบบต่างๆ ของร่างกายยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้แพทย์ต้องให้ความช่วยเหลือในหลายๆ ด้านไปพร้อมกัน คุณพ่อคุณแม่อาจพบว่าร่างกายของลูกน้อยเต็มไปด้วยสายระโยงระยางดูน่ากลัว แต่ทั้งหมดนั้นก็เพื่อช่วยชีวิตของเจ้าตัวเล็กให้ผ่านช่วงวิกฤตไปได้นั่นเอง โดยทั่วไปสิ่งที่แพทย์จะต้องตรวจสอบและให้ความช่วยเหลือทารกที่คลอดก่อนเกณฑ์ มีหลายประการ แต่จะยกตัวอย่างบางระบบให้พอเข้าใจคือ

การหายใจและปอด - ทารกที่คลอดก่อนกำหนดเมื่อคลอดออกมาแล้วส่วนใหญ่จะมีปัญหาเรื่องการหายใจ ถ้าไม่มีข้อห้ามอื่นๆ สูติแพทย์จะแนะนำให้ฉีดยากระตุ้นการทำงานของปอด เพื่อภายหลังการคลอดปอดของลูกจะได้ทำงานได้ดีขึ้น คุณพ่อคุณแม่อาจเห็นว่ามีท่อช่วยหายใจที่ใส่ทางปากและอุปกรณ์ช่วยหายใจผ่านทางจมูก นอกจากนี้ยังมีการให้สารลดแรงตึงผิวในทารกบางราย นั่นก็เพื่อช่วยให้ปอดทำงานได้ดีขึ้นนั่นเอง

หัวใจ - ระหว่างที่อยู่ในครรภ์มารดาเลือดจากมารดาจะผ่านเส้นเลือดที่สายสะดือไหลไปที่หัวใจลูก และผ่านเส้นเลือดที่หัวใจ ( Ductus arteriosus ) ไปสู่เส้นเลือดแดงใหญ่และไปเลี้ยงทั่วร่างกายเลือดจะไม่ไปที่ปอดเนื่องจากความดันเลือดในปอดสูง หลังจากที่ลูกคลอด ความดันในปอดจะลดลงทำให้เลือดไปปอดมากขึ้น แต่ในทารกที่คลอดก่อนกำหนดอาจมีภาวะปอดที่ไม่สมบูรณ์ทำให้ความดันเลือดในปอดยังคงสูงทำให้เลือดไปที่ปอดน้อยลง และทำให้เส้นเลือดที่หัวใจเส้นนี้ยังเปิดอยู่ซึ่งถ้าไม่ได้รับการวินิจฉัยและได้รับการรักษาได้ทันทีอาจทำให้มีผลแทรกซ้อนต่อระบบอื่นๆ และอันตรายต่อชีวิตได้

ระบบประสาทสมอง - เป็นอวัยวะสำคัญมากอีกอวัยวะหนึ่ง เนื่องจากถ้าสมองขาดออกซิเจนก็จะมีผลกระทบต่อทุกๆ อวัยวะตามมา และในทารกที่คลอดก่อนกำหนดจะเสี่ยงต่อภาวะเลือดออกในช่องสมองได้ง่ายจึงต้องมีการตรวจ ultrasound ที่ศีรษะเป็นระยะ

ระบบทางเดินอาหาร - เด็กที่คลอดก่อนกำหนด การดูด การกลืนนม และระบบการย่อยจะยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่ ดังนั้น การให้นมก็ต้องระวัง หากสามารถให้นมแม่ได้ก็จะดีที่สุดซึ่งถ้ามีปัญหาการดูดการกลืนก็สามารถดูดนมแม่ได้ แต่ถ้าการดูด การกลืนการหายใจไม่สัมพันธ์กันก็ต้องให้ทางสายยางทีละน้อยๆ หรือหากไม่สามารถให้นมแม่ได้ก็ต้องใช้นมผงสำหรับเด็กคลอดก่อนกำหนดโดยเฉพาะ

สายตา - เด็กที่คลอดก่อนกำหนดเส้นเลือดในจอประสาทตายังพัฒนาไม่เต็มที่ ร่างกายก็จะสร้างเส้นเลือดเพิ่มขึ้นมาใหม่ ทำให้เส้นเลือดหนาขึ้นแล้วดึงจอประสาทตาจนอาจทำให้ตาบอดได้ ทารกคลอดก่อนกำหนดจึงต้องตรวจจอประสาทตาเป็นระยะเป็นระยะๆ ด้วย

อาหารการกิน กับการคลอดก่อนกำหนด

ถ้าทารกคลอดออกมาอายุครรภ์น้อย ยังดูดกลืนไม่ได้หรือการดูดการกลืนและการหายใจยังไม่สัมพันธ์กัน ก็ต้องใส่สายให้อาหารผ่านทางปากเข้าไปที่กระเพาะอาหารโดยตรง นอกจากนี้ยังมีสายให้น้ำเกลือและสารอาหารต่างๆ กรณีที่ทารกไม่มีปัญหาเรื่องการย่อย การดูด การกลืนและการหายใจที่ไม่สัมพันธ์กันก็จะให้ทารกดูดนมแม่ได้และค่อยๆ เพิ่มนมทีละน้อย หากคุณแม่ไม่สามารถให้นมได้ก็จะใช้นมผงสำหรับเด็กคลอดก่อกำหนดแทนนมแม่ก่อน โดยประมาณ ภายใน 2 สัปดาห์หากไม่มีปัญหาอื่นๆ และโดยเฉพาะลำไส้ติดเชื้อ หรือรุนแรงจนถึงลำไส้เน่าทารกก็จะสามารถกินนมได้เต็มที่

ดูแลอย่างไร เมื่อลูกได้กลับบ้าน

ร่างกายของทารกคลอดก่อนกำหนดนั้นบอบบางและต้องได้รับการดูแลมากเป็นพิเศษค่ะ อย่างไรก็ตาม หากคุณหมออนุญาติให้คุณพ่อคุณแม่พาลูกกลับบ้านได้ นั่นก็หมายความว่าเจ้าตัวน้อยของคุณปลอดภัยในระดับหนึ่งแล้ว หากแพทย์ไม่ได้แจ้งข้อยกเว้นอะไร การดูแลก็สามารถทำได้เหมือนทารกปกติ แต่มีบางสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่อาจต้องให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษไม่ว่าจะเป็น
เนื่องจากทารกที่คลอดก่อนกำหนดมีโอกาสติดเชื้อได้ง่ายกว่าเด็กทั่วไป การดูแลสุขอนามัยของลูก รวมทั้งสิ่งแวดล้อมรอบๆ กายให้สะอาดอยู่เสมอก็จะช่วยป้องกันการติดเชื้อได้ในระดับหนึ่ง ควรหลีกเลี่ยงไม่ให้ลูกอยู่ใกล้กับผู้ที่ป่วยเป็นไข้หวัด ไอ จาม มีน้ำมูก เพราะหากลูกได้รับเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายก็จะป่วยได้ง่าย และอาจเป็นหนักกว่าเด็กปกติ โดยเฉพาะในช่วงวัย 1-3 ปี

พัฒนาการ เด็กคลอดก่อนกำหนด

การกระตุ้นพัฒนาการให้เจ้าตัวน้อยที่คลอดก่อนกำหนดก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้ เพราะเด็กๆ ที่คลอดก่อนเกณฑ์นี้ มีโอกาสที่จะมีพัฒนาการล่าช้ากว่าเด็กทั่วไป คุณพ่อคุณแม่จึงควรกระตุ้นพัฒนาการลูกให้มากเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะด้วยการพูดคุย เล่นกับลูกบ่อยๆ กอด นวดสัมผัส เปิดเพลงให้ลูกฟัง กระตุ้นประสาทสัมผัสทั้ง 5 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 3 ปีแรกของชีวิตคุณอาจต้องใช้เวลากับการกระตุ้นพัฒนาการของลูกให้มากกว่าเด็กทั่วไป เพราะเป็นเวลาที่สมองของลูกกำลังเจริญเติบโต หากได้รับการพัฒนาอย่างเหมาะสมก็จะทำให้เจ้าตัวน้อยมีพัฒนาการเทียบเท่ากับเด็กที่คลอดปกติได้

Kangaroo Care อบอุ่นในกระเป๋าจิงโจ้

Kangaroo Care เป็นการอุ้มที่ให้ผิวของผู้อุ้มและทารกจะสัมผัสกันโดยตรง ลักษณะเดียวกับที่ลูกจิ้งโจ้อบอุ่นอยู่ในกระเป๋าของแม่จิ้งโจ้นั่นเอง วิธีการก็แสนง่ายเพียงแค่ปรับอุณหภูมิห้องให้อบอุ่นพอดี ผู้อุ้มหาที่นั่งเอนหลังสบายๆ แล้ว ปลดกระดุมเสื้อเพื่อให้ลูกได้อบอุ่นอยู่แนบอก ให้ผู้ช่วยอีกคนอุ้มลูกน้อยที่ใส่เพียงผ้าอ้อมมาวางไว้ที่หน้าอกในลักษณะคล้ายๆ กับการให้นม ซึ่งหูของหนูน้อยจะอยู่ใกล้กับหัวใจของผู้อุ้มพอดี วิธีการนี้เชื่อว่าช่วยทำให้ระดับการเต้นของหัวใจ การหายใจ และอุณหภูมิร่างกายของทารกคงที่มากขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์มากๆ ต่อหนูน้อยที่คลอดก่อนกำหนด

Magical Massage นวดให้หนูนอนสบาย



คุณพ่อคุณแม่ที่มีลูกวัยแรกคลอดคงต้องประสบปัญหาต่างๆ ไม่เว้นแต่ละวัน ซึ่งหนึ่งในนั้นก็รวมถึงอาการป่วยไข้ ไม่สบายกายของลูกน้อยด้วย ซึ่งนอกไปจากยาและการรักษาตามที่แพทย์แนะนำแล้ว คุณก็สามารถใช้การสัมผัสเพื่อทำให้ลูกรู้สึกดีขึ้นได้

แน่นจมูก
เป็นเรื่องธรรมดาสำหรับทารกวัยต่ำกว่า 3 เดือนที่จะมีอาการแน่นจมูก เนื่องจากทางเดินหายใจของทารกยังคงพัฒนาไม่เต็มที่ เมื่อมีการผลิตน้ำมูกออกมาจึงทำให้หนูน้อยหายใจไม่สะดวกได้ โดยทั่วไปอาการนี้เป็นเรื่องที่ไม่ต้องกังวล เพราะหากหนูน้อยวัยต่ำกว่า 3 เดือนไม่สามารถหายใจทางจมูกได้สะดวก เขาจะเริ่มร้องไห้ เพื่อให้หายใจทางปากแทน อย่างไรก็ตามหากอาการนี้ทำให้หนูน้อยเกิดหงุดหงิด งอแง ไม่ยอมดูดนม คุณอาจใช้เครื่องดูดน้ำมูกค่อยๆ ดูดน้ำมูกออกให้ลูกได้
อีกวิธีการหนึ่งที่จะช่วยบรรเทาเมื่อทารกน้ำมูกไหล หายใจไม่ออก คุณสามารถบรรเทาอาการได้โดย วางนิ้วชี้ไว้บริเวณหัวตาทั้งสองข้างของลูก และให้นิ้วโป้งอยู่ที่ใต้คาง หลังจากนั้นค่อยๆ กดนิ้วชี้ๆ เลื่อนลงมาตามแนวข้างจมูกของลูกน้อย และกดผ่านบริเวณแก้มออกไป ทำซ้ำเช่นนี้ 3 ครั้ง

โคลิค
หากจะบอกว่า โคลิค เป็นอาการยอดนิยมสำหรับเจ้าตัวเล็กก็คงจะไม่ผิดนัก เพราะทารกวัยแรกเกิด 3 เดือน ประมาณ 20% จะร้องไห้กวนเป็นเวลา ส่วนใหญ่มักจะเป็นในช่วงเย็นๆ หรือค่ำๆ ติดต่อกันประมาณ 3 ชั่วโมง มากกว่า 3 วันต่อสัปดาห์โดยไม่ทราบสาเหตุ เด็กมักจะร้องคล้ายเจ็บปวด หรืออาการปวดท้องแบบเจ็บแปลบ แต่จริงๆ แล้วทารกไม่ได้เจ็บปวดแต่อย่างใด คุณอาจพบว่าลูกดิ้น และผายลม เวลาร้องหน้าจะแดง ขาทั้งสองข้างงอขึ้นและหดเกร็ง บางรายอาจไม่ยอมกินนม และมีอาการเกร็งมือ และเท้าเล็กน้อย แต่ทั้งนี้อาการทั้งหมดจะหายไปเมื่อลูกอายุเลย 3 เดือน
วิธีการนวดเพื่อบรรเทาอาการร้องโคลิกสามารถทำได้โดย ทาโลชั่นสำหรับเด็กลงบนฝ่ามือของคุณเล็กน้อย จินตนาการว่าท้องของเจ้าตัวเล็กคือหน้าปัดนาฬิกา วางปลายนิ้วมือข้างขวาลงบนตำแหน่ง 9 นาฬิกา แล้วลากนิ้วมือนั้นไปตามแนว 9 12 และ 3 ในคราวเดียวกันอย่างช้ำๆ ทำซ้ำ 3-5 ครั้ง ขั้นต่อไป วางฝ่ามือข้างขวาลงบนสะดือของหนูน้อย และวางฝ่ามือซ้ายไว้ข้างๆ กัน นวดเบาๆ ลงบนท้องของเจ้าตัวเล็ก 5 ครั้งวนตามเข็มนาฬิกา

ท้องผูก
อาการท้องผูกในทารกนั้น พบได้บ่อยโดยเฉพาะกับหนูน้อยที่ไม่ได้กินนมแม่ ช่วงหลังคลอดคุณอาจพบว่าหนูน้อยถ่ายได้ดี กินปุ๊ป ถ่ายปั๊ป แต่เมื่อผ่านไปประมาณ 1-2 สัปดาห์ หนูน้อยอาจถ่ายวันเว้นวัน สองวันครั้ง หรือกระทั่งอาทิตย์ละครั้ง ซึ่งหากเจ้าตัวน้อยไม่มีอาการโยเย กินอาหาร คุยเล่นได้เป็นปกติ รวมทั้งอุจจาระไม่แข็ง คุณก็ไม่จำเป็นต้องกังวล แต่หากคุณรู้สึกว่าอาการท้องผูกของลูกเป็นปัญหาทำให้ลูกไม่สบายเนื้อตัวก็สามารถปรึกษากุมารแพทย์ได้ค่ะ อย่างไรก็ตามคุณไม่ควรสวนหรือให้ยาระบายแก่ทารกโดยเด็ดขาด

คุณอาจบรรเทาอาการท้องผูกของลูกได้ระดับหนึ่งด้วยการนวด วิธีการเริ่มจาก ถอดผ้าอ้อมของเจ้าตัวเล็กออก และจับลูกน้อยนอนคว่ำ วางนิ้วชี้และนิ้วกลางบนสะโพกขวาของหนูน้อย ค่อยๆ หมุนนิ้วเป็นวงกลมตามเข็มนาฬิกา 25 ครั้ง และทำเช่นเดียวกันกับสะโพกด้านซ้าย

ไขปัญหา...เมื่อเจ้าหนูขี้กลัว

ไม่เอา หนูไม่ไป หนูกลัวผี! เอาล่ะซิ เมื่อคุณไล่ให้ลูกไปอาบน้ำ แต่กลับกลายเป็นว่า ลูกไม่ยอมไปทั้งๆ ที่เอาใจสารพัด แถมบอกคุณว่าอีกด้วยว่าเขากลัวผีมาหลอก กลัวจิ้งจก กลัวนู่น กลัวนี่ เอ! ลูกกลัวจริงๆ หรือแค่แกล้งเราเพื่อจะได้ไม่ต้องอาบน้ำกันนะ

ความกลัวของเด็กพบได้ตามธรรมชาติ และเด็กมักจะเกิดความกลัวสูงสุดในช่วงพัฒนาการวัย 3-5 ปี สิ่งที่เด็กๆ มักจะกลัวกันเป็นส่วนใหญ่ก็คือ ความมืด เสียงดังๆ ที่สูง สัตว์จำพวก งู จิ้งจก จิ้งเหลน ตุ๊กแก และที่ฮิตที่สุดก็เห็นจะเป็นผี ดังนั้นหากลูกวัยนี้เกิดความกลัวไปเสียหมดทุกสิ่งทุกอย่างก็ถือว่าลูกมีพัฒนาการเป็นปกติดีอยู่ คุณแม่ควรพึงระลึกไว้อยู่เสมอว่าสัญชาตญาณมีไว้ให้คนๆ นั้นเกิดความระมัดระวังต่อสิ่งต่างๆ แต่หากขาดซึ่งสัญชาตญาณนี้ไป อาจจะทำให้ชีวิตเกิดอันตรายได้ หรือถ้ามีมากไปก็จะทำให้ไม่สามารถพัฒนาตนเองต่อไปได้ดี

สาเหตุที่ทำให้เด็กเกิดความกลัว คือ

1. เด็กอาจมีแบบอย่างของคนขี้กลัว วิตกกังวล หรือเป็นโรคประสาทวิตกกังวลอยู่
2. เด็กถูกข่มขู่ ถูกหลอก จนทำให้ตกใจกลัวอยู่บ่อยๆ
3. เด็กมีประสบประการณ์ที่ทำให้ตกใจอย่างรุนแรงมาก่อน เช่น ถูกทิ้งให้อยู่คนเดียว ถูกตี ดุว่าอย่างรุนแรง
4. ขาดคนประคับประคอง ขาดการฝึกฝนทักษะ จนทำให้ขาดความมั่นใจ แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ไม่ได้ดี

หนทางแก้ไขปัญหา

1. หาต้นแบบของความวิตกกังวล หรือคนขี้กลัวภายในบ้าน เพราะพฤติกรรมของเด็กส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นจากการเลียนแบบ อย่างเช่น คุณแม่ที่เห็นจิ้งจกแล้วกระโดดร้องกรี๊ด จะทำให้เด็กเกิดความตกใจและหวาดกลัวตามมาได้ การลดต้นแบบของความหวาดกลัว ความวิตกกังวลลง และแสดงท่าทีที่เชื่อมั่นในสิ่งต่างๆ รอบตัว จะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้แก่เด็กได้

2. ลดท่าทีข่มขู่ หรือไม่แสดงความโกรธที่ทำให้ไปเพิ่มความหวาดกลัวของเด็กโดยไม่จำเป็น ผู้ใหญ่อย่างเรายิ่งเห็นเด็กกลัวก็ยิ่งแสดงท่าข่มขู่เพิ่มขึ้น หรือมีความคิดผิดๆ ที่ว่าการหลอกให้เด็กกลัว จะเป็นการทำให้เด็กเชื่อฟังมากขึ้น การหลอกทุกรูปแบบให้เด็กหวาดกลัว เช่น หลอกว่าเดี๋ยวตุ๊กแกจะมากินตับ เดี๋ยวจะพาไปให้หมอฉีดยา ถ้าเสียงดังเดี๋ยวผีได้ยิน แล้วจะมาหลอกนะ ฯลฯ การหลอกแบบนี้คุณพ่อคุณแม่ควรเลิกเสียเถอะ บางครั้งผู้ใหญ่สนุกที่หลอกเด็กได้ แต่หารู้ไม่ว่าไปเพิ่มความวิตกกังวล และความกลัวให้แก่เด็กโดยไม่มีความจำเป็น

3. แสดงท่าทีอบอุ่น ปลอบประโลม เข้าใจความรู้สึกของเด็ก บอกความเป็นจริงที่เกิดขึ้น และเบี่ยงเบนความสนใจไปยังสิ่งอื่น ครั้งแรกๆ อาจไม่ได้ผล ให้ทำซ้ำๆ สม่ำเสมอและอยู่ใกล้ชิดกับเด็กให้นาน

4. เพิ่มทักษะในการช่วยเหลือตนเอง การตัดสินใจ และการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นบ่อยๆ จะส่งผลทำให้เด็กมีความมั่นใจในตัวเอง และมั่นใจสภาพแวดล้อมได้ดีขึ้น

5. ฝึกให้เผชิญกับสิ่งที่น่ากลัวทีละน้อย แบบค่อยเป็นค่อยไป และคอยให้กำลังใจเป็นระยะๆ จนเด็กสามารถเชิญหน้ากับสิ่งที่กลัวได้เพิ่มมากขึ้น

จับสังเกตสุขภาพของเบบี๋

ด้วยสุขภาพของวัยแรกเกิดช่างเป็นช่วงที่อ่อนไหว และคุณพ่อคุณแม่มือใหม่ก็อาจจะงุนงงและตกใจกับอาการต่างๆ ของลูกน้อย ดังนั้นอย่าปล่อยเวลาให้ผ่านไป เรามาเรียนรู้อาการต่างๆ ที่ส่งผลต่อสุขภาพของเจ้าหนูตัวน้อยวัยแรกเกิดกัน

ปานแดงชนิดเรียบ ปานแดงที่เปลือกตาบน หน้าผากและท้ายทอย พบได้ประมาณร้อยละ 50 ของทารก แรกเกิด ปานชนิดนี้จะมีขอบเขตไม่ชัดเจน และจะแดงขึ้นเวลาทารกร้อง ปานแดงที่เปลือกตามักหายไปเมื่อทารกมีอายุหนึ่งปี ปานแดงที่หน้าผากมักพบร่วมกับปานแดงที่ท้ายทอย มีรูปร่างเป็นสามเหลี่ยม โดยมีฐานอยู่ที่ชายผมและมุมชี้ไปทางจมูก stork mark ปรากฏนานกว่าหนึ่งปี และอาจคงอยู่ให้เห็นในเด็กโตหรือผู้ใหญ่เป็นครั้งคราวเวลาโกรธ

ภาวะเขียวคล้ำที่ใบหน้า เป็นภาวะเขียวคล้ำที่ใบหน้า เกิดจากการมีเลือดคั่งและมีจุดห้อเลือด (petechiae) จำนวนมาก เกิดจากการถูกบีบรัดโดยการคลอดตามธรรมชาติหรือจากสายสะดือพันคอ จุดห้อเลือดมักหายอย่างรวดเร็วใน 2-3 วัน

ภาวะเขียวที่มือและเท้า ภาวะเขียวที่มือและที่เท้า พบได้บ่อยในทารก 24-48 ชั่วโมงแรกหลังคลอด เกิดจากการไหลเวียนเลือดที่มือและเท้าช้าลง หรืออยู่ในที่เย็นและหรืออาจมีภาวะอุณหภูมิกายต่ำ

เลือดออกที่ตาขาว เลือดออกที่ตาขาวหรือรอบๆ แก้วตา เป็นภาวะที่พบได้บ่อย และหายเองภายใน 2-3 สัปดาห์

ตุ่มขาวในปาก มักเกิดที่กลางเพดานปากของทารกแรกเกิด อาจมีเม็ดสีขาวขนาดเท่าหัวเข็มหมุด (เส้นผ่าศูนย์ กลาง 1 มิลลิเมตร) เรียกว่า Epithelial pearl หรือ Epstein pearl ซึ่งเป็นของปกติในทารกแรกเกิด อาจมีจำนวนมากน้อยต่างกัน ตุ่มเล็กๆ นี้ไม่ทำให้ทารกไม่ดูดนมและจะหลุดไปเอง อาจพบตุ่มขาวลักษณะนี้ที่เหงือก ที่หัวนม และปลายอวัยวะเพศชาย ซึ่งเรียกว่า Epidermal inclusion cyst คนสูงอายุเรียกสิ่งใดที่มีสีขาวในปากของทารกว่า หละ

ลิ้นขาว พบได้ในทารกแรกเกิดโดยปรากฏสีขาวกระจายเท่าๆ กัน บริเวณกลางลิ้น ซึ่งจะหายเองเมื่อทารกมีอายุมากขึ้นจึงไม่จำเป็นต้องให้การรักษาใดๆ การวินิจฉัยแยกโรคจากเชื้อรา ซึ่งพบมีแผ่นสีขาวเป็นหย่อมๆ ที่ลิ้น และพบร่วมกับที่เพดานปาก กระพุ้งแก้มหรือที่ริมฝีปากด้วย

ปานดำ (Mongolian spot) เป็นสีของผิวหนังที่มีสีเขียวเทาหรือสีน้ำเงินดำ มีขอบเขตไม่ชัดเจน เกิดจากการมีเซลล์เมลานินแทรกซึมอยู่ในชั้นผิวหนังมาก พบที่บริเวณก้นกบ ก้นและหลังส่วนเอว อาจพบได้ที่หลัง ส่วนบนหัวไหล่ แขนและขา ภาวะนี้พบร้อยละ 90 ของทารกแรกเกิด โดยพบตั้งแต่ทารกคลอดออกมา และมักหายไปก่อนพ้นวัยทารก

ถุงอัณฑะยาน ถุงอัณฑะอาจยานจนเกือบสัมผัสที่นอน คนสูงอายุมีความเชื่อว่าเป็นสิ่งผิดปกติ และให้การรักษา โดยการประคบถุงอัณฑะด้วยใบพลูลนไฟ ถุงอัณฑะยานมากหรือน้อยใช้เป็นลักษณะหนึ่งในการประเมินอายุครรภ์ของทารก ถุงอัณฑะยานพบในทารกที่อายุครรภ์ครบกำหนดหรือเกินกำหนดได้

ของเหลวไหลออกทางช่องคลอด ทารกมีเมือกสีขาวข้นออกมาทางช่องคลอด บางครั้งอาจมีเลือดที่มาจากการหลุดของเยื่อบุมดลูกปนออกมามากที่สุด ในระหว่างวันที่ 3-5 หลังคลอดและหายไปภายใน 2 สัปดาห์ กลไกที่ทำให้เกิดยังไม่ทราบ

เมื่อเจ้าตัวดีกระดูกหัก

ร่างกายน้อยๆ ของเจ้าตัวเล็กมักมีความเสี่ยงที่จะได้รับอันตรายจากอุบัติเหตุอยู่บ่อยๆ ทั้งนี้เป็นเพราะหนูน้อยมักจะสนุกจนลืมที่จะระมัดระวังตัวเอง จึงทำให้ต้องเจ็บตัวเอาได้ง่ายๆ หากเป็นเพียงแผลถลอก ฟกช้ำ ก็คงไม่เท่าไร แต่ถ้าถึงขั้นกระดูกหักข้อหลุดขึ้นมา คนเป็นพ่อแม่อย่างเราๆ ก็คงต้องร้อนใจไม่ใช่น้อยเลยทีเดียวค่ะ อย่างไรก็ตามภาวะกระดูกหักในเด็กอาจไม่ใช่เรื่องน่ากลัวอย่างที่คิด หากคุณมีความรู้และความเข้าใจที่ดีพอ

รู้ได้อย่างไรว่าใช่ กระดูกหัก

หากว่าเจ้าตัวเล็กเล่นซนและพลัดตกจากที่สูง หรือร่างกายได้รับการกระแทกจากของแข็ง คุณอาจต้องสังเกตอาการของลูกน้อยดังนี้
- ลูกไม่ยอมขยับหรือเคลื่อนไหวร่างกายส่วนที่ได้รับบาดเจ็บเลย
- บริเวณที่ได้รับบาดเจ็บมีรูปร่างผิดไป เช่น โก่งงอ บิดเบี้ยว หรือช้ำและบวมมาก
- เคลื่อนไหวไม่ปกติ หรือมีเสียงกระดูกเสียดสีกัน
- เจ็บปวดมากบริเวณที่บาดเจ็บ

สงสัยว่า กระดูกหัก ต้องรู้จักปฐมพยาบาล

สิ่งที่คุณควรทำเมื่อพบหรือสงสัยว่าเจ้าตัวเล็กกระดูกหัก ได้แก่
- ใช้วัสดุแข็ง เช่น ไม้บรรทัด กระดาษแข็ง กระดาษพับทบหลายๆ ชั้น ดามบริเวณที่คิดว่ากระดูกหักไว้ ไม่ควรอย่างยิ่งที่จะดัดหรือดึงบริเวณที่บาดเจ็บด้วยตัวเอง
- หากจำเป็นต้องเคลื่อนผู้ป่วย พยายามให้บริเวณที่ได้รับบาดเจ็บเคลื่อนที่น้อยที่สุด
- ใช้น้ำแข็งประคบเพื่อลดอาการปวด
- ไม่ควรให้เจ้าตัวน้อยรับประทานอาหารหรือเครื่องดื่มใดๆ ทั้งสิ้น เพราะอาจสำลักได้
- นำส่งโรงพยาบาลโดยเร็ว

รู้เท่าทัน ระวังถูกวิธี

ข้อมูลต่อไปนี้น่าจะทำให้คุณพ่อคุณแม่ระวังลูกน้อยของคุณได้ถูกต้องมากยิ่งขึ้น เพราะเรากำลังจะบอกว่า อวัยวะใดของเจ้าตัวเล็กมีความเสี่ยงที่จะได้รับบาดเจ็บจากกระดูกหักมากที่สุด
กระดูกไหปลาร้า - เกิดขึ้นได้ตั้งแต่เด็กแรกคลอดซึ่งตัวใหญ่คลอดยาก ไปจนถึงเจ้าตัวเล็กก่อนวัยเรียนที่เวลาล้มมักเอาไหล่กระแทกพื้น อย่างไรก็ตามในเด็กอ่อนกระดูกไหปลาร้าที่หักจะประสานติดกันได้ภายใน 2 สัปดาห์ ส่วนเด็กโตอาจต้องใช้เวลาประมาณ 4-6 สัปดาห์
กระดูกข้อมือและแขน - เจ้าตัวเล็กที่เวลาล้มมักใช้มือหรือแขนยันพื้น อาจทำให้กระดูกข้อมือและแขนหักได้ ซึ่งอาจต้องใช้เวลารักษาประมาณ 6 สัปดาห์
กระดูกแขนบริเวณเหนือข้อศอก - พบได้บ่อยในกรณีที่เด็กหกล้มเช่นกัน โดยใช้การรักษาประมาณ 4-6 สัปดาห์

เด็กๆ กระดูกหักง่าย ก็ติดง่าย

แม้ว่ากระดูกของเจ้าตัวเล็กจะบอบบางและมีโอกาสหักได้ง่ายกว่า แต่ในทางกลับกันก็สามารถเชื่อมติดกันได้เร็วกว่าผู้ใหญ่ด้วย ทั้งนี้เป็นเพราะเยื่อหุ้มกระดูกของเด็กมีความหนาแน่นและทนทานกว่าของผู้ใหญ่ รวมทั้งยังสร้างกระดูกได้ดีกว่า โดยทั่วไปเมื่อเจ้าตัวเล็กกระดูกหักเยื่อหุ้มกระดูกบริเวณที่หักจะไม่ขาดทั้งหมด ทำให้กระดูกไม่หลุดจากกันโดยสิ้นเชิง ยิ่งเด็กเล็กเท่าไรกระดูกที่หักก็ยิ่งเชื่อมติดกันได้ง่ายเท่านั้น เช่น เด็กแรกเกิด หากกระดูกขาหักก็จะเชื่อมติดกันได้ภายในระยะเวลาประมาณ 3 สัปดาห์ เทียบกับเด็กวัย 8 ปี จะใช้เวลา 8 สัปดาห์ เด็กวัย 12 ปี ใช้เวลา 12 สัปดาห์ แต่หากเป็นผู้ใหญ่จะใช้เวลาถึง 20 สัปดาห์เลยทีเดียว

เมื่อลูกน้อยกล้ามเนื้ออ่อนแรง

คุณพ่อคุณแม่มักมีอาการกังวลมาก เมื่อสังเกตเห็นว่าลูกน้อยมีพฤติกรรมการนั่ง ยีน คลาน หรือเดินช้ากว่าเด็กวัยเดียวกัน เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้วจะทำอย่างไร ก่อนอื่นพ่อแม่ควรพาเด็กที่มีอาการดังกล่าวมาพบแพทย์ โดยเฉพาะกุมารแพทย์ที่ดูแลเกี่ยวกับพัฒนาการของเด็กหรือกุมารแพทย์ด้านประสาทวิทยา เพื่อจะได้ตรวจวินิจฉัยได้อย่างถูกต้องและสืบค้นถึงสาเหตุที่ทำให้เด็กไม่มีแรง


สาเหตุที่เด็กมีกล้ามเนื้ออ่อนแรง สามารถแบ่งเป็นกลุ่มๆ ตามตำแหน่งของพยาธิสภาพ ดังนี้

1. โรคที่มีพยาธิสภาพในสมอง หรือความพิการแต่กำเนิดของสมอง
2. โรคที่เกิดในระดับไขสันหลัง
3. โรคที่เกิดในส่วนหน้าของไขสันหลัง
4. โรคที่เกิดในระดับเส้นประสาท
5. ความผิดปกติของรอยต่อระหว่างกล้ามเนื้อและเส้นประสาท
6. โรคกล้ามเนื้อ
7. กรณีอื่นๆ ที่นอกเหนือจากที่กล่าวข้างต้น

อ่านมาถึงตอนนี้คุณพ่อคุณแม่คงจะยิ่งกังวลมากขึ้นและเริ่มสงสัยว่าจะรักษาได้หรือไม่ ก่อนที่จะทราบว่ารักษาได้หรือไม่ ขอขยายเรื่องสาเหตุให้ละเอียดขึ้นเล็กน้อยในบางสาเหตุ เพราะสามารถป้องกันได้ เช่น โรคที่เกิดกับสมอง แล้วทำให้กล้ามเนื้อของเด็กอ่อนแรงนั้น ส่วนใหญ่อาจจะมีต้นเหตุตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา หรือเกิดขึ้นระหว่างการคลอดหรือหลังคลอด เช่น

ความพิการแต่กำเนิดของสมอง
ภาวะสมองขาดออกซิเจนจากสาเหตุใดก็ตาม เช่น
- ก่อนคลอด : มีภาวะรกลอกตัวก่อนกำหนด หรือภาวะรกเกาะต่ำทำให้เลือดออกมากทางช่องคลอด
- ระหว่างคลอด : ศีรษะเด็กไม่ได้สัดส่วนกับเชิงกรานแม่ ทำให้คลอดทางช่องคลอดไม่ได้
- หลังคลอด : เด็กไม่หายใจ
ภยันตรายจากการคลอดทำให้มีเลือดออกในสมอง

ป้องกันลูกน้อยจากภาวะกล้ามเนื้ออ่อนแรง

สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่สามารถป้องกันได้คือ การดูแลตัวเองอย่างดีตลอด 10 เดือนของการตั้งครรภ์ กินอาหารที่มีประโยชน์ หมั่นไปพบแพทย์เพื่อตรวจดูสภาพร่างกายของเด็กในครรภ์ แพทย์สามารถวัดเส้นผ่าศูนย์กลางของศีรษะเด็กได้ ก็จะบอกความพิการคร่าวๆ ได้ ถ้ามีเลือดออกทางช่องคลอดต้องรีบไปพบแพทย์มิฉะนั้นอาจเกิดปัญหากับเด็กต่อไป

อีกโรคหนึ่งซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เด็กกล้ามเนื้ออ่อนแรง คือ เกิดความผิดปกติในส่วนหน้าของไขสันหลัง โรคนี้เกิดจากเชื้อไวรัสโปลิโอ จะทำให้เกิดการอักเสบของไขสันหลังส่วนหน้า (anterior horn cell) มักจะเป็นในระดับล่างๆ ของไขสันหลังทำให้เด็กเดินไม่ได้ วิธีป้องกันคือ การรับวัคซีนโปลิโอในเด็ก 3 ครั้ง เมื่ออายุ 2 เดือน 4 เดือนและ 6 เดือน และกระตุ้นอีก 2 ครั้ง เมื่ออายุ 1 ปีครึ่ง และ 4 5 ปีตามลำดับ เพียงเท่านี้ท่านก็ป้องกันโรคนี้ได้แล้ว

นอกจากนี้โรคของเส้นประสาทที่จะทำให้เด็กไม่มีแรงและป้องกันได้อีก คือ โรคเหน็บชา สาเหตุจากการขาดไวตามิน B1 ซึ่งจะมีมากในเนื้อหมู (เนื้อแดง) ข้าวซ้อมมือ เป็นต้น การเลี้ยงเด็กจึงมีความจำเป็นต้องรับประทานอาหารทุกหมู่ ไม่ควรเลือกอาหารกินอาหาร สำหรับคนที่เป็นมังสวิรัติจำเป็นต้องรับประทานไวตามินเสริมเป็นประจำ นอกจากนี้พิษจากตะกั่วหรือพิษจากแอลกอฮอล์ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง จึงควรหลีกเลี่ยง ส่วนความผิดปกติทางพันธุกรรมที่ทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงนั้น ปัจจุบันก็สามารถตรวจได้โดยการเจาะถุงน้ำคร่ำตรวจ หากพบความผิดปกติแพทย์จะทำให้การตั้งครรภ์สิ้นสุดลงได้

คุณพ่อคุณแม่อ่านมาถึงตอนนี้คงโล่งใจแล้ว เพราะโรคร้ายๆ ที่เล่าสู่กันฟังนั้น ส่วนใหญ่ป้องกันได้และต้องไม่ประมาท เด็กเล็กๆ มีสิ่งเร้าต่างๆ เข้ามากระทบต่อสมองและระบบประสาทมากมายและเป็นภยันตรายได้ง่าย จึงต้องหมั่นดูแลประคับประคองจนลูกน้อยของเราเติบใหญ่ต่อไป