วันพุธที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2556

กินนมแม่แต่ยังท้องผูก

ทารกที่กินนมแม่ เมื่ออายุย่างเข้าเดือนที่2-3 มักไม่ถ่ายทุกวัน เพราะคุณอย่าลืมว่านมแม่มีกากน้อย และลูกกินนมแม่แล้วสามารถย่อยได้ดี จะมีกากอาหารเหลือเป็นอุจจาระนิ่มๆ จำนวนไม่มากจึงไม่ค่อยถ่ายบ่อยเหมือนในช่วงเดือนแรก



เนื่องจากในช่วงหลังเกิดน้ำนมแม่มีสารที่ทำให้ลำไส้บีบตัวเพื่อระบายของค้างในลำไส้ที่ทารกกลืน และหลั่งน้ำย่อยออกมาสะสมอยู่รวมเป็นของเหลวมีลักษณะเหนียวสีเทาๆ ที่เรียกกันว่า ขี้เทา ให้หมดไป เมื่อขี้เทาถูกระบายหมดแล้ว อุจจาระเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทอง เพราะนมแม่มีน้ำตาลแลคโทสสูง ย่อยไม่หมดถูกหมักโดยจุลินทรีย์เกิดเป็นกรดแลคติก ดึงน้ำไว้ในโพรงลำไส้ อุจจาระจึงเหลวมีฟองและมีกลิ่นเหม็นเปรี้ยว ถ่ายบ่อย 6-8 ครั้งต่อวันหรือกินทีถ่ายที เมื่อได้รับนมแม่ระยะหนึ่ง กรดแลคติกจะกระตุ้นเซลล์เยื่อบุลำไส้เล็กของทารกทำให้เซลล์เยื่อบุลำไส้ของทารกเจริญเติบโตแข็งแรง ทำหน้าที่ดูดซึมได้ดีขึ้น อุจจาระจึงมีน้ำน้อยลงและเปลี่ยนลักษณะเป็นอุจจาระนิ่มและถ่ายน้อยครั้งลง

คนรอบข้างมักเฝ้าดูว่า วันนี้หนูน้อย อึ หรือยัง ถ้ายังก็เกิดความกังวลจนรีบสวนให้ และมักพบว่าอุจจาระที่ออกมาไม่ใช่อุจจาระเป็นก้อนแข็ง ถ่ายยากแบบคนท้องผูก ทารกเหล่านี้แม้ไม่ถ่าย 3 วัน ถ้าไม่มีอาการท้องอืดร้องแสดงความอึดอัดไม่สบายท้อง น่าจะรอให้ลูกหัดเบ่ง อึ เองมากกว่า ผลเสียของการสวนบ่อยๆ คือทำให้ลูกไม่ได้ฝึกการขับถ่ายด้วยตัวเอง เพราะการเบ่งอุจจาระเป็นการประสานการทำงานของหูรูดทวารหนัก กล้ามเนื้อกระบังลม กล้ามเนื้อหน้าท้อง กล้ามเนื้อในอุ้งเชิงกรานที่เกาะจับที่ผนังทวารหนัก และหูรูดนอกของทวารหนัก

เพื่อให้เข้าใจได้ดีขึ้นขอบรรยายกระบวนการขับถ่ายดังนี้ เมื่อกากอาหารหรืออุจจาระลงไปในลำไส้ใหญ่ส่วนปลายถึงบริเวณหูรูดใน จะเกิดการกระตุ้นให้รู้สึกปวดถ่าย อยากเบ่ง ในขณะที่มีความรู้สึกอยากเบ่ง หูรูดในเริ่มคลาย เกิดกระบวนการเบ่งโดยความร่วมแรงระหว่างกล้ามเนื้อกระบังลมที่ยืดตัวให้มีการหายใจเข้าเต็มที่ ร่วมกับการบีบตัวของกล้ามเนื้อหน้าท้อง เกิดความดันในช่องท้องสูงขึ้น บีบรีดอุจจาระในลำไส้ใหญ่ตรงทวารหนักให้ผ่านหูรูดในลงมาพร้อมกับที่หูรูดทวารหนักนอกเปิด อุจจาระจึงเคลื่อนออกมาได้สำเร็จ แล้วกล้ามเนื้อที่ยึดติดที่กระดูกเชิงกรานด้านล่างกับผนังลำไส้หดตัวรีดอุจจาระที่เหลืออยู่ออกให้หมดเป็นการสิ้นสุดการขับถ่าย

ในระยะฝึกขับถ่ายทารกเล็กๆ ยังควบคุมการเบ่งด้วยการกลั้นลมหายใจไม่เก่ง แทนที่จะเบ่งลมลงล่างกลับเบ่งขึ้นบน เบ่งเต็มที่จนหน้าแดงแต่อุจจาระก็ไม่ค่อยออก ต้องหัดทำใหม่ เมื่อทำบ่อยๆ จะเบ่งลงล่างได้เอง อุจจาระจะออกมาได้ตามต้องการ ถือเป็นความสำเร็จเบื้องต้นของทารกที่เดียว

ทีนี้มาดูว่าเมื่อช่วยสวนหรือเหน็บอุจจาระจะเกิดอะไรขึ้นกับกระบวนการขับถ่าย การสวนเท่ากับไปกระตุ้นที่หูรูดในโดยที่ไม่ได้เกิดจากการดันของอุจจาระตามธรรมชาติ เมื่อสวนช่วยกระตุ้นให้ถ่ายบ่อยๆ ทารกต้องสนองด้วยการเบ่ง แต่อาจจะเสียการรับรู้ภายในเมื่ออุจจาระลงมาขังอยู่ตรงหูรูดใน คือไม่รู้สึกปวดถ่ายต้องรอให้มีการกระตุ้นอย่างแรงด้วยการเหน็บหรือสวน ซึ่งทำให้ไม่เกิดจากการกระตุ้นตามธรรมชาติ หากไม่สวนช่วยกระตุ้นจากภายนอกเขาก็มักไม่ถ่าย อย่างไรก็ตามการควบคุมการขับถ่ายได้เองจะทำได้เมื่ออายุประมาณขวบครึ่งถึงสองขวบ แต่เด็กที่ถูกสวนเป็นประจำอาจทำได้ช้าและมีปัญหาถ่ายยากจนโต นอกจากนั้นการสวนบ่อยๆ ซ้ำยังทำให้ทวารหนักอักเสบได้อีกด้วย

นอนกลางวัน สำคัญจริงหรือ

พ่อแม่หลายคนคงอดที่จะเหนื่อยใจไม่ได้ ที่กล่อมให้ทารกนอนหลับไม่ทันไรผ่านไปแค่ครึ่งชั่วโมงเจ้าตัวดีก็ตื่นมาโยเยอีกแล้ว ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะวงจรการนอนของเบบี๋สั้นกว่าผู้ใหญ่อย่างเราๆ และเวลานอนของทารกโดยทั่วไปมักจะอยู่ที่ประมาณ 50-60 นาที เท่านั้น ในช่วงขวบปีแรกนี้คุณจะพบการเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับการนอนของลูกตามแต่ละช่วงวัย ดังต่อไปนี้

ทารกแรกเกิด ใช้เวลานอนประมาณวันละ 16-20 ชั่วโมง ซึ่งระยะเวลานี้รวมถึงการนอนกลางวันด้วย อย่างไรก็ตาม คุณพ่อคุณแม่ควรพูดคุยหยอกล้อเล่นกับลูกหลังจากให้อาหารสักพัก เพื่อที่ทารกจะได้ไม่ติดนิสัยว่าจะต้องกินก่อนจึงจะนอนหลับได้ ซึ่งอาจจะเป็นปัญหาต่อไปเมื่อหนูน้อยโตขึ้น

หนูน้อยวัย 2 เดือน วัยนี้นับเป็นช่วงเวลาดีที่จะเริ่มต้นให้หนูน้อยได้ฝึกการนอนหลับด้วยตัวเอง หากเจ้าตัวเล็กร้องไห้เมื่อคุณวางเขาลงบนที่นอน นั่นเป็นเรื่องปกติธรรมดา คุณอาจจะลองปล่อยให้ลูกร้องอยู่สัก 2-3 นาที เพื่อเปิดโอกาสให้หนูน้อยได้ฝึกปลอบประโลมตัวเอง หากลูกยังร้องไห้งอแง ลองตบก้นเบาๆ ลูบหลัง หรือลูบศีรษะเจ้าตัวน้อยพร้อมส่งเสียงกล่อม หนูน้อยก็จะสงบได้เองในที่สุด

เจ้าตัวเล็ก 3-6 เดือน คุณจะพบว่าลูกนอนกลางวันน้อยลง โดยทั่วไปหนูน้อยอาจจะนอนกลางวันแค่2-3 ครั้ง คุณควรพยายามอย่าให้ลูกนอนหลับในช่วงบ่ายแก่ๆ หรือประมาณหลัง 4 โมงเย็น เพื่อจะได้ฝึกให้ลูกเข้านอนตอนกลางคืนได้เป็นเวลา และหลับยาวได้ตลอดทั้งคืน

ขวบปีแล้วจ้า ได้เวลาที่หนูน้อยเริ่มโตเป็นหนุ่มน้อยสาวน้อยแล้ว จึงไม่ค่อยมีการนอนบ่อยๆ ระหว่างวัน เมื่อถึงวัยนี้เจ้าตัวเล็กจะนอนกลางวันในช่วงบ่ายๆ ได้นานประมาณ 2-3 ชั่วโมง และนอนกลางวันเพียงครั้งเดียว พอตกกลางคืนก็จะนอนต่อเนื่องได้ยาว 10-12 ชั่วโมง ทำให้คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องเหนื่อยกับการตื่นมาดูลูกกลางดึกอีกแล้วค่ะ

นอนกลางวัน สำคัญแค่ไหน

คุณพ่อคุณแม่ที่เลี้ยงลูกด้วยตัวเอง คงไม่ปฏิเสธว่าการนอนกลางวันของลูกนั้นเป็นประโยชน์ต่อตัวคุณเองที่จะได้พักหลังจากการเฝ้าดูแลประคบประหงมลูกมาหลายชั่วโมงด้วย ส่วนประโยชน์ต่อเจ้าตัวน้อยนั้นก็มีมากมายเช่นกัน

การที่ทารกได้นอนหลับอย่างเพียงพอ จะช่วยในการพัฒนาสมอง มีงานวิจัยส่วนหนึ่งที่ระบุว่าการนอนกลางวันจะช่วยทำให้เด็กๆ จดจำข้อมูลต่างๆ ได้ยาวนานขึ้น

มีการศึกษาพบว่าเด็กๆ ที่นอนกลางวันจะมีสมาธิมากกว่า รวมทั้งงอแงน้อยกว่าเด็กที่ไม่ได้นอนกลางวัน

การนอนกลางวันจำเป็นต่อเจ้าตัวเล็ก โดยเฉพาะในช่วงกลางวัน เพราะเวลานี้พลังงานในร่างกายเริ่มลดลง หากทารกได้นอนกลางวันก็เท่ากับเป็นการชาร์ตพลังงานให้กลับมาอีกครั้ง

การนอนหลับ จะปล่อยฮอร์โมนที่ต่อสู้กับความเครียด หากหนูน้อยได้นอนเต็มอิ่มก็จะทำให้เด็กๆ ตื่นขึ้นมาแล้วสดชื่นไม่งอแง

จัดการอย่างไร ถ้าลูกไม่นอนกลางวัน

มีหลายเหตุผลที่ทำให้เจ้าตัวน้อยไม่ยอมนอนกลางวันค่ะ โดยทั่วไปถ้าลูกเหนื่อยมากๆ และไม่ได้นอนหลับในเวลาที่เขาควรจะนอน หนูน้อยก็จะโยเยและไม่ยอมนอนง่ายๆ คุณก็อาจจะต้องปรับเปลี่ยนตารางการนอนของลูกเสียใหม่ และต่อไปก็ควรจะคอยสังเกตอาการของลูก ที่ระบุว่าเขาเหนื่อยและต้องการพักผ่อน ซึ่งสัญญาณเหล่านั้นได้แก่
ขยี้ตา
หาวนอน
ดูเซื่องซึม ไม่ยิ้ม ไม่เล่น
โยเย งอแง
ร้องหาผ้าห่มหรือตุ๊กตาที่กอดเวลานอนเป็นประจำ หรือร้องหานมแม่

หลับฝันสำคัญกับทารก

การสำรวจคุณแม่ที่มีลูกอยู่ในวัย 0-3 ปี พบว่าการนอนหลับในเด็กเล็กแบ่งเป็น 2 ช่วงคือ 1. หลับธรรมดา ซึ่งเป็นช่วงที่ร่างกายหลั่งฮอร์โมนเพื่อซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ และ 2.ช่วงหลับฝันซึ่งสำคัญต่อการพัฒนาสมองของลูก แต่ทั้งนี้ เด็กไทยกลับไม่สามารถเข้าสู่ช่วงหลับฝันได้ เพราะสิ่งแวดล้อมและพฤติกรรมการนอนที่ไม่เหมาะสม ทำให้หลับไม่สนิทและนอนไม่เพียงพอ ดังนั้นพ่อแม่จึงควรฝึกลูกให้นอนเป็นเวลา ทำกิจกรรมก่อนนอนให้เป็นกิจวัตร ไม่ว่าจะเล่านิทาน นวด พูดคุย รวมทั้งสร้างบรรยากาศในการนอนให้อบอุ่นและปลอดภัยด้วย

การเลี้ยงดูลูกในแนวทางของคนญี่ปุ่น

ความใฝ่ฝันสูงสุดของคนเป็นพ่อแม่ คงหนีไม่พ้นการอยากจะให้ลูกเป็นคนเก่งและเป็นคนดี ซึ่งต้องเริ่มมาจากการอบรมเลี้ยงดูของพ่อแม่ ซึ่งจะสะท้อนออกมาให้เห็นจากตัวของลูกนั่นเอง ฉะนั้นการเริ่มต้นที่ดีของลูกจึงต้องมาจากพื้นฐานที่ดีที่พร้อมของพ่อแม่ด้วย

ศาสตรจารย์ ดร.ชิจิดะ มาโกโตะ ผู้เชี่ยวชาญด้านสมองชาวญี่ปุ่น นักวิจัยที่ค้นคว้าเกี่ยวกับวิธีเพิ่มประสิทธิภาพของสมองอย่างต่อเนื่องมากว่า 30 ปี ดร.ชิจิดะ ได้ค้นพบว่าหากฝึกให้สมองทั้งสองซีกทำงานได้พร้อมๆ กัน จะทำให้มนุษย์คนนั้นสามารถดึงความเป็นอัจฉริยภาพของตนเองออกมาใช้ได้อย่างไร้ขีดจำกัด และจะดียิ่งขึ้นถ้าสามารถฝึกสมองทั้งสองซีกได้ตั้งแต่ช่วงอายุ 0-6 ขวบ เนื่องจากเป็นช่วงที่สมองมีพัฒนาการรวดเร็วถึงขีดสุด
การเรียนรู้ของเด็กควรจะต้องเริ่มจาก 3 สิ่งที่สำคัญนั่นคือ ความรัก ความเข้มงวด และก็ความเชื่อใจ ความไว้วางใจ แล้วสามสิ่งนี้จะเป็นผลดีต่อการเลี้ยงดูลูกอย่างไร ลองติดตามดูกัน

ความรัก

ส่วนมากนั้นพ่อกับแม่ต่างก็คิดว่าตัวเองรักลูกมาก แต่เด็กจะรู้หรือเปล่าว่าพ่อแม่รัก พ่อแม่เคยพูดหรือแสดงออกบ้างหรือไม่ ถ้าคิดว่าการเลี้ยงดูเด็กเกิดปัญหา ขอให้คิดว่า เพราะพ่อแม่ไม่ได้แสดงออกมาว่ารัก นั่นเอง ถ้าพ่อแม่แสดงออกอย่างชัดเจนว่ารัก เด็กทุกคนก็จะเปิดใจให้ และการเลี้ยงดูเด็กก็จะไม่มีปัญหาใดๆ เกิดขึ้น

ความเข้มงวด

คุณให้แต่คำชมกับเด็กอย่างเดียวหรือเปล่า พ่อแม่ที่คิดว่าการเรียนการสอนนั้นต้องมีแต่คำชมอย่างเดียว ไม่มีความเข้มงวด หรือกวดขันอะไร ไม่ว่าเด็กทำอะไรหรือกำลังติดขัดอะไร พ่อแม่ก็เอาแต่หัวเราะอย่างเดียว การกระทำอย่างนั้นดีแล้วหรือ
การชมก็เป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่ง แต่ว่าถ้าจะชมอย่างเดียวจิตใจของเด็กจะไม่สามารถเติบโตได้ดี ถ้าเด็กทำผิด แต่พ่อแม่ไม่มีแก้ไขหรือตักเตือน จิตใจของเด็กก็จะเติบโตขึ้นไปในทิศทางที่ผิดพลาดยิ่งขึ้น พ่อแม่จะต้องกำหนดว่าเด็กทำอะไรแล้วเราจะโกรธ ตัวอย่างเช่น การทำให้คนอื่นเดือดร้อน การกระทำที่เป็นอันตราย และพ่อแม่ก็ต้องแสดงความโกรธอออกไปเพื่อให้ลูกรู้ว่าทำผิด ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นกฎที่พ่อแม่จะต้องกำหนดขึ้นมา และต้องทำให้ได้สม่ำเสมอ อย่าทำตามอารมณ์ เช่น วันนี้อารมณ์ดีไม่โกรธ แต่พรุ่งนี้อารมณ์เสียเลยโกรธทั้งๆ ที่เป็นเรื่องเดียวกัน เพราะเด็กจะสับสนและไม่เข้าใจได้
หลังจากโกรธแล้วห้ามทำเป็นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เมื่อเด็กพูดคำว่าขอโทษแล้ว สำนักผิดแล้ว เราจะต้องพูดชมเด็กที่รู้จักขอโทษ และรู้จักสำนึกผิด ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นการดูแลไม่ให้จิตใจของเด็กมีรอยแผลที่เกิดจากความโกรธของพ่อแม่

ความเชื่อใจ ความไว้วางใจ

พ่อแม่นั้นต่างก็อยากจะเลี้ยงดูเด็กให้ดีกันทุกคน โดยมากจะคิดไปถึงแต่ความสามารถ และความเก่งของเด็กอย่างเดียว ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยดีเท่าไร เช่น บทสนทนาส่วนมากจะพูดว่า ทำอะไรได้บ้างแล้ว ทำไมถึงทำไม่ได้ ซึ่งเรามักจะใช้สิ่งเหล่านี้ในการวัดความสามารถของเด็ก แต่การเลี้ยงดูเด็กนั้นควรจะยอมรับในทุกสิ่งทุกอย่างที่ประกอบเป็นตัวเด็กขึ้นมา สิ่งสำคัญที่สุดก็คือควรจะสื่อให้เด็กรู้ว่า แค่น้องเพลง(ชื่อลูกคุณ) อยู่ที่นี่ พ่อกับแม่ก็มีความสุขมากแล้ว ไม่ใช่เอาแต่คาดหวังว่าเด็กจะทำอะไรได้หรือไม่ได้เท่านั้น และเวลาพูดคุยกับเด็กให้คิดเสมอว่าเขาเป็นผู้ใหญ่คนหนึ่ง ก็จะทำให้เด็กเปิดใจยอมรับการเลี้ยงดูของเราได้เป็นอย่างเต็มที่ พฤติกรรมของเด็กก็จะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น เพราะพ่อแม่มีการยอมรับและไว้วางใจในตัวพวกเขานั่นเอง

จะรู้ได้อย่างไร ว่าลูกพร้อมแล้วหรือยัง

หากจะต้องส่งลูกเข้าเรียนในชั้นอนุบาลแล้วในเทอมหน้านี้แล้ว แต่อยากจะทราบว่าเราจะรู้ได้อย่างไรว่าลูกพร้อมที่จะไปโรงเรียนแล้ว เพราะคุณพ่อคุณแม่ทุกคนก็อยากให้ลูกไปโรงเรียนแบบมีความสุข

เนื่องจากชั้นเตรียมอนุบาลก็รับเด็กตั้งแต่ 18 เดือนขึ้นไป คุณพ่อคุณแม่และคุณครูต่างก็มีความเชื่อว่า ถ้าลูกไปโรงเรียนอย่างมีความสุข ผู้ใหญ่ที่แวดล้อมเด็กทุกคนก็ย่อมมีความสุขไปด้วย สำหรับคำแนะนำมีดังนี้

การปรับตัวกับสิ่งแวดล้อมใหม่ : ควรพาลูกไปรู้จักสถานศึกษาแต่เนิ่นๆ ก่อนเปิด โดยให้เล่นเครื่องเล่นที่สนามก่อนยิ่งดี หาโอกาสพาลูกไปแนะนำตัวกับคุณครูประจำชั้นเพื่อทำความคุ้นเคย ยิ่งถ้าลูกยังเล็กมาก ถ้าทำได้ใน 2 3 วันแรก น่าจะให้ลูกอยู่ทำกิจกรรมที่โรงเรียนเพียงครึ่งวัน ยังไม่ต้องนอนกลางวัน เพื่อลูกจะได้ค่อยๆ ปรับตัวปรับใจ

การกลัวการพลัดพราก : เรื่องนี้เป็นเรื่องปกติของเด็กวัยนี้ คุณแม่อย่ากังวล เพียงคุณแม่พูด
ให้ลูกรู้ว่าจะมารับกลับบ้านกี่โมง ซึ่งควรรับให้ตรงเวลา อย่าสาย เพราะอาจจะทำให้เด็กรู้สึกใจเสีย เพราะเพื่อนๆ กลับไปหมดแล้ว และไม่ควรหลอกลูกว่าจะไปห้องน้ำ เพราะต่อไปหากคุณแม่ต้องเข้าห้องน้ำจริงๆ ลูกจะไม่ยอมให้ไป

การพูดถึงสิ่งดีๆ ที่โรงเรียนและให้กำลังใจลูก : ลูกต้องการ การเสริมแรงทางบวก โดยเฉพาะเด็กวัยนี้ต้องการคำชมเชย เช่น แม่ดีใจที่ลูกชอบเล่นระบายสีที่โรงเรียน เวลาไปรับลูกกลับบ้าน คุณแม่และคุณครูร่วมกันชมเชยลูกโดยการชมต่อหน้าเด็ก เช่น คุณครูขอชมลูกคุณแม่ค่ะว่าเป็นเด็กดีรับประทานแกงจืดตำลึงที่โรงเรียนด้วย วันนี้น้องนัทช่วยเพื่อนๆ เก็บของเล่นไม้บล็อกที่ชั้นวางด้วยค่ะ น่ารักมาก เป็นต้น

ดังนั้นขอเพียงผู้ใหญ่เข้าใจพัฒนาการ เด็กๆ ก็จะประสบความสำเร็จในการเริ่มต้นที่โรงเรียนและเรียนหนังสือพร้อมได้ประสบการณ์ใหม่ๆ อย่างมีความสุข

mothersdigest.in.th

ออมเงิน ออมอนาคต

การมีชีวิตคู่ การใช้ชีวิตคู่ร่วมกันนั้น ก็จะมีอยู่หลายๆ เรื่องที่ทั้งสามีและภรรยาจะต้องปรับตัวเข้าหาคนละครึ่งทาง เพื่อที่จะไม่เป็นการเปลี่ยนในสิ่งที่ไม่ใช่ตัวของตัวเองมากเกินไป แต่เรื่องหนึ่งที่จะศึกษาและเรียนรู้กันตั้งก่อนการแต่งงานนั้น คงจะหนีไม่พ้นเรื่องของการศึกษานิสัยใจคอในเรื่องการใช้เงิน เพราะหากคนใดคนหนึ่งมีนิสัยใช้เงินที่มากเกินตัว หรือฟุ่มเฟือยกับเรื่องไม่เป็นประโยชน์นั้น ก็คงจะทำให้สถานะทางการเงินไม่มั่นคงแน่นอน เพราะถ้าอีกฝ่ายหาเงิน แต่อีกฝ่ายไม่รู้จักช่วยเก็บ หรือไม่รู้จักการออมเงิน บอกได้เลยว่าครอบครัวไม่เป็นสุขแน่นอน

สร้างนิสัยการออม - การสร้างนิสัยการออม เป็นเรื่องที่ทุกคนคงจะถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็กๆ จากทั้งคุณพ่อคุณแม่ ที่ท่านจะสอนเสมอว่าให้เหลือเงินมาหยอดกระปุกนะลูก และเราก็มักจะตื่นเต้นทุกครั้งที่พอกระปุกออมสินเต็ม ก็จะนำเงินนั้นไปเปิดสมุดฝากธนาคาร ใช่คะกว่าจะได้เงินออมนั้นจะต้องใช้เวลา และต้องบวกกับนิสัยที่ซื่อสัตว์ด้วย รวมถึงต้องใช้ความอดทนค่อนข้างมาก แต่ความหวังที่จะเห็นเงินฝากในบัญชีที่มากมายนั้นไม่ใช่เรื่องที่จะเป็นไปไม่ได้ หากตอนนี้คุณทำงานแล้ว ก็ควรเริ่มต้นเก็บ 10% ของเงินเดือนไว้เป็นเงินออม ถ้าจะให้ดีควรฝากเป็นบัญชีเงินฝากประจำ แม้ว่าดอกเบี้ยที่จะได้รับไม่เยอะ แต่ก็ช่วยสร้างนิสัยการออมได้

วางแผนการใช้เงิน - คุณทั้งสองคน ควรที่จะตรวจสอบการใช้จ่ายเงินทุกสัปดาห์ ว่าใครใช้เงินหมดกับอะไรตรงไหนไปบ้าง โดยการจดบันทึกรายการ ซึ่งวิธีนี้จะช่วยให้คุณทั้งคู่ทราบว่าหมดเงินไปกับรายจ่ายประเภทไหนบ้าง เท่านี้คุณทั้งคู่ก็จะทราบว่ารายจ่ายไหนเป็นรายการจ่ายที่ฟุ่มเฟือย เท่านี้ก็จะง่ายต่อการตัดรายจ่ายส่วนที่ไม่จำเป็นออกไปได้แบบง่ายๆ แถมเงินในกระเป๋าก็จะเหลือเพิ่มขึ้นด้วย

จ่าย ช็อป ซื้อ แบบประหยัด - จำไว้เลยว่าถ้าคุณจะต้องไปซื้อของที่ซุปเปอร์มารเก็ต หรือจะไปซื้อเสื้อผ้า ของใช้ส่วนตัว ให้คุณเช็คและจดรายการที่จำเป็นต้องซื้อจริงๆ และพร้อมกับการเตรียมเงินไปพอประมาณไม่มากไม่น้อยไปกว่าของที่จะต้องซื้อ ถ้าซื้อของที่ต้องการครบแล้ว ก็ไม่ควรเดินไปเรื่อยๆ แบบเพลินอารมณ์ เพราะเพียงแค่อารมณ์ชัวร์วูบคุณอาจจะต้องจ่ายเงินหมดไปกับของล่อตาล่อใจก็ได้คะ และทางที่ดีไม่ควรพกเครดิตการ์ดไปด้วย อันนี้จำไว้เลย เพราะไม่งั้นคุณต้องมานั่งเศร้าจากสลิปเรียกเก็บเงินจากธนาคารตอนสิ้นเดือนแน่ๆ

รู้จักกิน รู้จักทาน อย่างประหยัด - ข้อนี้ไม่ได้ให้คุณทั้งคู่อดกับเรื่องการกิน แต่ให้กินเมื่อรู้สึกหิวจริงๆ อย่าเสียเงินเพราะเพียงแค่อยากกินเท่านั้น เรื่องของการกินก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่จะทำให้เงินในกระเป๋าหมดไปโดยที่เราก็ไม่ทันรู้ตัว ฉะนั้นคุณควรที่จะเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ ราคาไม่แพง อาหารที่แพงมากๆ นั้นก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีประโยชน์กับร่างกายเสมอไป ขอแนะนำว่าคุณควรที่จะซื้อวัตถุดิบต่างๆ มาปรุงเองที่บ้านจะดีกว่ามาก วิธีนี้จะช่วยประหยัดเงินได้ แถมยังเป็นเหมือนการเติมเต็มรักของคุณทั้งคู่ได้อีกด้วย เพราะการได้ทำกิจกรรมต่างๆ ในบ้านด้วยกัน ก็จะช่วยเพิ่มบรรยากาศความรักให้อบอวล

ลดกิจกรรมสิ้นเปลืองทั้งหลาย - หากหน้าที่การงานของคุณจะต้องสังสรรค์เข้าสังคมทำกิจกรรมเกือบจะทุกวัน จนทำให้คุณกับครอบครัวยุ่งอยู่กับกิจกรรมเหล่านี้ทั้งวัน จนทำให้รู้สึกว่าชีวิตวุ่นวายเหลือเกิน ก็แค่ปล่อยวางเรื่องเหล่านั้นลงบ้าง ทำตัวทำใจให้ว่าง แล้วหาเวลาพักผ่อน จอดรถให้หยุดอยู่กับที่ ปิดทีวี ปิดคอมพิวเตอร์เสียบ้าง เพียงเท่านี้ก็เป็นการลดกิจกรรมสิ้นเปลืองพลังงานลงได้

เที่ยวอย่างประหยัด - หากคุณทั้งสองคนอยากที่จะไปเที่ยวพักผ่อนต่างจังหวัด หลังจากที่ทำงานกันมาอย่างหนักนั้น ขอแนะนำให้ลาพักร้อนช่วงโลว์ซีซัน เพราะค่าโรงแรมถูกกว่ามากถึง 30-50% เลย และถ้าอยากจะให้วันหยุดนี้เป็นวันหยุดแสนสุขและก็ยังได้ประหยัดไปในตัวด้วยนั้น แนะนำให้คุณเตรียมอาหารสำหรับไปปิคนิคกันที่สวนสาธารณะ อย่าง สวนรถไฟ สวนหลวง ร.9 ฯลฯ เที่ยวแบบนี้ก็ดีไม่ใช่น้อย

พอใจกับสิ่งที่มีอยู่ - พอใจกับสิ่งที่มี กับสิ่งที่เป็น เป็นนิสัยและความรู้สึกที่สามารถสร้างภูมิคุ้มกันโรคฟุ่มเฟือยไม่รู้จักออมเงินได้อย่างน่าอัศจรรย์ และเป็นภูมิคุ้มกันที่จะช่วยผลักดันให้คุณมีวินัยเดินตามงบใช้จ่ายได้ พร้อมกับการออมเงินได้มากขึ้น แถมยังเป็นการใช้จ่ายน้อยลงอย่างไม่รู้ตัวเลยล่ะ


คุณ และ เขา เคยคุยกันในเรื่องเหล่านี้หรือเปล่า

เรียนรู้อุปนิสัยใจคอเรื่องการออม ของกันและกัน
หยุดพฤติกรรมการใช้จ่ายเงินแบบมือเติบ
อย่าเล่นการพนัน หรือการนำเงินของครอบครัวไปเสี่ยงจดหมดตัว
ซื่อสัตย์มีสัจจะ ให้กันและกัน ในการใช้เงิน
ดูแลความเป็นอยู่ และบ้านด้วยงบประมาณที่สมเหตุสมผล
เปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใส และเสนอแนะแนวทางแก้ปัญหาเรื่องการเงินด้วยกันได้
ศึกษากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการเงิน

บุก NICU ห้องดูแลคุณหนูคลอดก่อนเกณฑ์

คุณพ่อคุณแม่ที่ให้กำเนิดลูกน้อยก่อนกำหนดคงมีความเครียดและกังวลมากในระดับหนึ่งอยู่แล้ว ยิ่งถ้ามาเห็นห้องดูแลทารกที่คลอดก่อนกำหนด หรือที่เรียกกันว่า NICU (Neonatal Intensive Care Unit) ด้วย หรือห้องไอซียูของเด็กๆ ด้วยแล้ว บรรยากาศทางการบวกกับความเงียบ และเครื่องมือทางการแพทย์ที่ไม่คุ้นตาดูน่ากลัว คงทำให้พ่อแม่หลายท่านรู้สึกอึดอัด ยิ่งเห็นลูกน้อยตัวเล็กจิ๋วของเรานอนอยู่ท่ามกลางสายระโยงระยางด้วยแล้วก็คงจะยิ่งหวั่นใจไปกันใหญ่ แต่ลองคิดอีกแง่หนึ่งสายต่างๆ และเครื่องมือเหล่านั้นมันคือสิ่งที่จะช่วยให้หนูน้อยมีชีวิตรอดอยู่ต่อไปได้

...เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่คลายความกังวล เราเลยพาคุณพ่อคุณแม่บุกไปดูห้อง NICU เพื่อให้รู้กันสิว่าเจ้าสายยางและเครื่องมือหน้าตาหน้ากลัวต่างๆ นั้น น่ากลัวจริงไหม แล้วมีหน้าที่อะไรกันบ้าง

Radiant Warmer เบาะนอนของทารกที่มีหลอดไฟอยู่ด้านบนนั้น มีไว้เพื่อให้ความอบอุ่นแก่ทารก เพราะผิวของคุณหนูๆ ที่คลอดก่อนกำหนดค่อนข้างบาง จึงสูญเสียความร้อนทางผิวหนังค่อนข้างมาก เครื่อง Radiant Warmer นี้จะช่วยสร้างความอบอุ่นให้ทารก โดยจะมีตัวแปะที่ผิวทารกเพื่อวัดอุณหภูมิ แล้วแสดงที่หน้าจอ ว่าอุณหภูมิเท่าไร ร้อนหรือเย็นไปหรือไม่ เหมือนกับการอยู่ในตู้อบนั่นเอง แต่ตู้อบนั้นจะใช้ก็ต่อเมื่อคุณหมอหรือพยาบาลไม่จำเป็นต้องทำหัตถการบ่อยๆ เช่น เปลี่ยนสายน้ำเกลือ วัดอุณหภูมิ แต่ทารกคลอดก่อนกำหนดส่วนใหญ่ จำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด การอยู่ใช้ Radiant Warmer จึงสะดวกมากกว่า

Transport incubator รถเข็นคันใหญ่โตนี้ มีไว้สำหรับเคลื่อนย้ายทารกที่ใส่ท่อช่วยหายใจ เนื่องจากในรถนี้จะมีเครื่องควบคุมที่ค่อนข้างคงที่ สำหรับทารกที่คลอดก่อนกำหนดแล้วจำเป็นต้องย้ายทารกจากห้องคลอดมาห้อง NICU การใช้รถนี้ก็จะทำให้เคลื่อนย้ายทารกได้อย่างปลอดภัย

ท่อช่วยหายใจ คือท่อที่ใส่เข้าทางปากของทารกนั้นเป็นท่อช่วยหายใจ ปัจจุบันมีอุปกรณ์ช่วยหายใจโดยใส่ทางจมูกเด็กโดยทีมแพทย์มักจะใช้ออกซิเจนช่วยทารกเท่าที่จำเป็นในระยะฉุกเฉินเท่านั้น เพราะถ้าใช้มากเกินความจำเป็น เด็กอาจจะมีอันตรายและมีภาวะแทรกซ้อนจากออกซิเจนได้

Pulse Oxymeter สายที่เห็นแปะไว้ที่นิ้วมือน้อยๆ ของทารกมีหน้าที่เพื่อเชคค่าอ๊อกซิเจน ดูการเต้นของหัวใจ โดยพยาบาลต้องคอยเปลี่ยนให้ทารกทุกๆ 4 ชั่วโมง ไม่เช่นนั้นผิวของหนูน้อยอาจเป็นแผลได้

สายให้น้ำเกลือทางสะดือ มีทั้งเส้นเลือดแดงและเส้นเลือดดำถ้าเป็นเส้นเลือดแดงก็จะใช้สำหรับดูดเลือดไปตรวจ เส้นเลือดดำไว้ให้น้ำเกลือ สารอาหารรวมถึงให้ยาด้วย แต่จะใช้เพียงระยะแรกๆ เท่านั้น เพราะหากใช้นานอาจเสี่ยงต่อการติดเชื้อ และมีผลแทรกซ้อนอื่นๆ ได้

* ผ้าห่อตัวทารก (Nest) มีทั้งแบบสำเร็จและแบบที่ให้ผ้ามาพับเอง ใช้เพื่อห่อตัวทารกและให้ทารกนอนในท่าที่เหมือนอยู่ในครรภ์มารดา เป็นการช่วยส่งเสริมและกระตุ้นพัฒนาการได้

เครื่องประคองศรีษะทารก แนบอยู่ระหว่างหูทั้งสองข้างของทารก เพื่อให้หน้าของทารกตั้งตรง และเป็นตัวยึด ป้องกันไม่ให้ท่อช่วยหายใจหลุด ขณะเดียวกันก็ป้องกันเสียงรบกวนรอบข้างด้วย

ตัวเลข มีไว้เพื่อกะตำแหน่งวางแผ่นเอกซเรย์และใช้วัดความยาวของสายต่างๆ เนื่องจากทารกคลอดก่อนกำหนดจะต้องทำการเอกซเรย์ค่อนข้างบ่อย แต่ขณะเดียวกันการเคลื่อนย้านทารกวันละหลายๆ ครั้งก็ไม่เป็นผลดี ดังนั้นหากสามารถเอกซเรย์ได้โดยไม่ต้องอุ้มทารกออกจากที่นอนก็จะเพิ่มความปลอดภัยให้หนูน้อยมากขึ้น

สาเหตุการคลอดก่อนกำหนด

สาเหตุของการคลอดก่อนกำหนดนั้นยังไม่เป็นที่ทราบแน่ชัด อย่างไรก็ตามมีปัจจัยที่ส่งเสริมให้เกิดภาวะคลอดก่อนกำหนดได้หลายประการ ไม่ว่าจะเป็น การติดเชื้อของน้ำคร่ำระหว่างตั้งครรภ์ เรื่องของถุงน้ำคร่ำแตกก่อนกำหนด มีประวัติคลอดก่อนกำหนด หรือแท้งในระยะหลังของการตั้งครรภ์มาก่อน มีความผิดปกติของทารกหรือรก มีภาวะครรภ์แฝดน้ำ หรือว่าครรภ์แฝด ที่ส่งผลให้มดลูกขยายตัวมากกว่าปกติ มารดามีโรคร้ายแรง เช่น ปอดบวม ไส้ติ่งอักเสบ เป็นต้น

คลอดก่อนกำหนดป้องกันได้

แม้ว่าจะไม่รู้สาเหตุที่ทำให้เกิดการคลอดก่อนกำหนด แต่ทั้งนี้คุณแม่ตั้งครรภ์ก็สามารถดูแลตัวเองให้ห่างไกลจากความเสี่ยงของการคลอดก่อนกำหนดได้ ด้วยวิธีการง่ายๆ ต่อไปนี้
- ดูแลเรื่องโภชนาการ รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และรับประทานอาหารให้ครบทุกหมู่
- รักษาความสะอาดระหว่างตั้งครรภ์ เพราะเรื่องความสะอาดเป็นความสำคัญอันดับแรก ที่จะช่วยป้องกันการติดเชื้อและทำให้เกิดการคลอดก่อนกำหนดได้
- ดื่มน้ำให้มากๆ เพื่อป้องกันโรคทางเดินปัสสาวะอักเสบ เพราะขณะตั้งครรภ์มดลูกที่ขยายตัวจะไปกดทางเดินปัสสาวะ ทำให้การไหลเวียนของทางเดินปัสสาวะลดลง เสี่ยงต่อการติดเชื้อมากขึ้น
- ไม่ทำงานหนักเกินไป เพราะทำงานหนักมากเกินไปก็จะทำให้เกิดการบีบตัวของมดลูกได้
- นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

รู้จักกับ โรคลมแดด

สังเกตกันไหมว่าสภาพอากาศร้อนของเมืองไทยดูจะทวีความร้อนแรงมากขึ้นทุกปีๆ อากาศก็ร้อนถ้าใจคนพาลร้อนตามอากาศไปด้วย แบบนี้ไม่ดีต่อสุขภาพร่างกายแน่ๆ เพราะบรรดาโรคฤดูร้อนนั้นก็มีชุกชุมมากพออยู่แล้ว อาทิ ท้องร่วง ท้องเสีย อาหารเป็นพิษ โรคกลัวน้ำ ฯลฯ แล้วยังมีอีกโรคหนึ่งที่เกิดขึ้นบ่อยในหน้าร้อนเช่นกัน แต่ไม่ค่อยเป็นที่รู้จักกันมากนัก โรคที่ว่าก็คือ Heat Stroke หรือโรคลมแดด แต่บางที่ก็เรียกว่า โรคอุณหพาต หรือ โรคลมเหตุร้อน

Heat Stroke หรือโรคลมแดด เป็นโรคที่เกิดจากการที่ร่างกายได้รับความร้อนมากเกินไปจนทำให้ความร้อนในร่างกาย (Core temperature) สูงกว่า 40 องศาเซลเซียส อาการเบื้องต้นคือ เมื่อยล้า อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน วิตกกังวล สับสน ปวดศีรษะ ความดันต่ำ หน้ามืด ไวต่อสิ่งเร้าง่าย และยังอาจมีผลต่อระบบไหลเวียน ซึ่งอาจมีอาการเพิ่มเติมอีก ได้แก่ ภาวะขาดเหงื่อ เพ้อ ชัก ไม่รู้สึกตัว ไตล้มเหลว มีการตายของเซลล์ตับ หายใจเร็ว มีการบวมบริเวณปอดจากการคั่งของของเหลว หัวใจเต้นผิดจังหวะ การสลายกล้ามเนื้อลาย ช็อคและเกิดการสะสมของลิ่มเลือดจนไปอุดตันหลอดเลือดขนาดเล็กทำให้อวัยวะต่างๆ ล้มเหลว ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีอาจทำให้เสียชีวิตได้

คนที่มีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคลมแดดคือ ทหาร นักกีฬากลางแจ้ง ผู้ที่ทำงานในสภาพอากาศที่ร้อนชื้น คนอดนอน คนดื่มเหล้าจัด ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงแล้ว ผู้สูงอายุกับเด็กเล็กที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ก็เป็นหนึ่งในนั้นด้วย ดังนั้นหากคุณพ่อคุณแม่เตรียมพร้อมรับมือไว้บ้างก็น่าจะดี เพราะปิดเทอมนี้รับรองเลยว่าเจ้าตัวเล็กจะต้องวิ่งเล่นอยู่กลางแดดทั้งวันแน่ๆ

วิธีปฐมพยาบาล

- นำผู้ป่วยเข้าร่ม นอนราบ ยกเท้าสูงทั้งสองข้าง แล้วถอดเสื้อผ้าออก
- ใช้ผ้าชุบน้ำเย็นหรือน้ำแข็งประคบตามซอกตัว คอ รักแร้ เชิงกราน ศีรษะ ร่วมกับการใช้พัดลมเป่าเพื่อช่วยระบายความร้อน
- เทน้ำเย็นราดลงบนตัวเพื่อลดอุณหภูมิร่างกายให้ลดต่ำลงโดยเร็วที่สุด แล้วรีบนำส่งโรงพยาบาล

วิธีการป้องกันโรคลมแดด

1. ให้ลูกหลีกเลี่ยงการอยู่กลางแดดในวันที่อากาศร้อนจัด
2. ในวันที่มีอากาศร้อนจัดก่อนออกจากบ้านควรให้ดื่มลูกน้ำก่อน 1-2 แก้ว และหากจำเป็นต้องอยู่ท่ามกลางสภาพอากาศร้อน ควรให้ลูกดื่มน้ำบ่อยๆ แม้ลูกจะไม่รู้สึกกระหายน้ำก็ตาม และถึงแม้ว่าจะอยู่ในที่ร่มก็ควรให้ดื่มน้ำบ่อยๆ วิธีสังเกตว่าลูกได้รับน้ำเพียงพอหรือยังคือ ให้สังเกตปากลูกว่าแห้งหรือยังชุ่มชื้นอยู่ หากปากลูกแห้งนั่นก็แสดงว่าลูกเริ่มมีอาการขาดน้ำแล้ว
3. หน้าร้อนให้ลูกสวมใส่เสื้อผ้าที่มีสีอ่อน ไม่หนา น้ำหนักเบา และสามารถระบายความร้อนได้ดี
4. ก่อนออกจากบ้านควรทาครีมกันแดดสำหรับเด็กที่มีค่า SPF 15 ขึ้นไปให้กับลูกทุกครั้ง
8. สำหรับเด็กเล็กและผู้สูงอายุควรได้รับการดูแลเป็นพิเศษ ต้องจัดให้อยู่ในห้องที่อากาศระบายได้ดี และอย่าปล่อยให้เด็กหรือผู้สูงอายุอยู่ในรถที่ปิดสนิทตามลำพังโดยเด็ดขาด