สวัสดีคุณยายก่อนนะคะลูก คุณแม่บอกเจ้าตัวน้อยก่อนที่จะลาคุณยายกลับบ้าน ไม่หวัดดี! เจ้าตัวดี กอดอกทำหน้ามุ้ยพร้อมกับส่ายหัว สวัสดีก่อนสิค่ะ คุณแม่คาดคั้นอย่างใจเย็น ไม่หวัดดี นี่แน่ะ! นอกจากจะไม่ยอมสวัสดีคุณยายแล้ว เจ้าวายร้ายตัวน้อยยังยกมือขึ้นตีคุณแม่ที่จะเข้าไปจูงพาไปให้คุณยายอีกด้วย ไม่เป็นไรๆ กลับไปเถอะ คุณยายพูดอย่างเอ็นดู แต่คุณแม่กลับหัวเสียที่ลูกรักกลายเป็นเด็กดื้อไปเสียได้
อยากรู้...ต้องดื้อ !
เมื่อขึ้นมาถึงบนรถ คุณแม่บอกเจ้าตัวดีที่กำลังลุกยืนบนเบาะให้คาดเข็มคัดนิรภัยและนั่งนิ่งๆ สิ่งที่ได้รับกลับมาคือ ไม่นั่ง! หนูน้อยทำเสียงแข็ง ตะโกนใส่หน้าคุณแม่ นั่งลงดีๆ ไม่อย่างนั้นก็ไม่ต้องกลับบ้าน คุณแม่พูดอย่างใจเย็น ห้ามพูด! เจ้าตัวเล็กทำเสียงแข็ง พร้อมกับยกมือขึ้นจะตีคุณแม่ คุณแม่สงบสติอารมณ์เพราะเข้าใจว่าเจ้าตัวดีกำลังท้าทาย และทดสอบขอบเขตของเขา หนูน้อยกำลังเรียนรู้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากไม่ฟังคำสั่งของคุณแม่ ซึ่งวิธีที่คุณจะรับมือได้ดีที่สุดคือใจเย็นและใช้เหตุผล
ถ้าลูกไม่ยอมนั่ง แม่ก็ขับรถออกไปไม่ได้ เพราะว่ามันไม่ปลอดภัยต่อตัวลูกเอง แม่จะออกไปรอข้างนอก หากลูกพร้อมที่จะนั่งลงดีๆ เมื่อไร แม่จะเข้ามา แล้วเราจะกลับบ้านกัน พูดจบ คุณแม่ก็เปิดประตู ลงไปยืนรอนอกรถ เจ้าตัวดี เจ้าตัวดีดูหงุดหงิด ในช่วงแรก แต่ไม่เกิน 5 นาที หนูน้อยก็ยอมนั่งลง คุณแม่เปิดประตูเข้ามาในรถ และเอ่ยชมเจ้าตัวเล็ก ดีมาก ทีนี้เราจะได้กลับบ้านอย่างปลอดภัยกันนะจ๊ะ
เมื่อย่างเข้าสู่วัยอนุบาล หนูน้อยจะมีความเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น และมักไม่สนใจสิ่งที่คุณพูดหรือบอก ดังนั้นพยายามอย่าหงุดหงิดหากลูกปฏิเสธคุณ เพราะเมื่อถึงจุดหนึ่งหนูน้อยจะยอมทำตามคุณเอง หัวใจสำคัญก็คือ พยายามให้ลูกให้ความร่วมมือไปพร้อมๆ กับให้เขาได้มีพื้นที่เพื่อฝึกฝนอิสรภาพที่หนูน้อยเพิ่งค้นพบด้วย ซึ่งวิธีนี้เองที่จะทำให้เจ้าตัวเล็กได้เรียนรู้ว่า สิ่งใดควรหรือไม่ควร
หลากวิธีกำหราบ...เพราะรัก
เมื่อคุณรู้แล้วว่าการแปลงกายเป็นเด็กดื้อของเจ้าตัวน้อย มีสาเหตุมาจาก การที่คุณหนูๆ ตื่นเต้นกับอิสรภาพใหม่ๆ ที่เขาได้ค้นพบ และต้องการเป็นตัวของตัวเองให้มากขึ้น ดังนั้นคุณก็ควรพยายามระงับอารมณ์โกรธ และโมโห เพราะยิ่งคุณแสดงอาการเหล่านี้ให้ลูกเห็นมากเท่าไร ก็ยิ่งมีโอกาสที่ลูกจะต่อต้านมากขึ้นเท่านั้น สิ่งที่คุณควรทำเมื่อเจ้าจอมดื้อต่อต้าน หรืออาละวาดไม่ยอมฟังคุณ คือ
ชัดเจนและจริงจัง คุณต้องแน่ใจว่าคำขอของคุณชัดเจนและเป็นสิ่งที่เจ้าตัวเล็กทำได้ ไม่ใช่แค่ ทำความสะอาดห้อง เพราะนอกจากจะคลุมเครือแล้วก็ยังอยู่เหนือความสามารถที่จะเข้าใจของลูกด้วย หากคุณต้องการให้ลูกเก็บของเล่นในห้อง ก็ควรระบุให้ชัดเจน เก็บของเล่นให้เรียบร้อย หรือแทนที่จะพูดว่า เตรียมตัวกินข้าวได้แล้ว คุณก็น่าจะบอกว่า ล้างมือและมาที่โต๊ะอาหารได้แล้ว จะดีกว่า
สั่งอย่างง่ายๆ เจ้าตัวเล็กวัยนี้จะตอบสนองได้ดีกับสิ่งที่สั่งให้ทำทีละอย่าง หากคุณบอกลูกว่า เก็บของเล่นไปวางบนโต๊ะ และหยิบเสื้อผ้าในห้องมาเปลี่ยน ก็มีแนวโน้มว่าเจ้าตัวน้อยอาจจะไม่เข้าใจ
เตือนก่อนบังคับ หากได้เวลาที่จะต้องเลิกเล่นแล้วไปอาบน้ำ คุณควรเตือนลูกให้รู้ตัวล่วงหน้าสักเล็กน้อย และเมื่อถึงเวลาจริงๆ คุณเรียกให้ลูกไปอาบน้ำแล้วหนูน้อยยังคงเฉย คุณก็คงต้องลงมืออุ้มลูกไปอาบน้ำด้วยตัวเอง
กระตุ้นลูกให้ถูกวิธี คุณพ่อคุณแม่ส่วนใหญ่มักจะโมโหที่ลูกไม่ทำตาม และหากลูกถามกลับมาว่าทำไมต้องเก็บของเล่น คุณก็จะตอบกลับไปด้วยอารมณ์เกรี้ยวกราดว่า ก็เพราะแม่สั่งน่ะสิ! ซึ่งไม่ใช่วิธีที่ดีนักที่จะกระตุ้นให้ลูกให้ความร่วมมือ คุณควรให้แรงเสริมทางบวกเมื่อลูกทำสิ่งที่ถูก เช่น กล่าวชม และให้กำลังใจ วิธีนี้จะทำให้ลูกเห็นได้ชัดเจนว่าเขาจะได้รับความชื่นชม เมื่อทำสิ่งที่ถูกต้องและจะเป็นแรงกระตุ้นให้เขาอยากทำสิ่งดีๆ ต่อไป
ไม่ และ อย่า ไม่น่าพูด หากคุณห้ามลูกไม่ให้ทำบางสิ่ง แต่เจ้าตัวเล็กยังดื้อดึง อาจเป็นเพราะหนูน้อย ได้ยินคำว่า ไม่ และ อย่า บ่อยเกินไป แทนที่คุณจะบอกว่า อย่ากระโดดบนโซฟา ลองเปลี่ยนเป็น ลงมากระโดดที่พื้น หรือแทนที่จะบอกว่า ไม่ได้ ลูกดื่มน้ำหวานไม่ได้ เปลี่ยนเป็น ดื่มนมดีกว่าไหม หรือว่าจะดื่มน้ำผลไม้ หรือ หลังกินข้าวแล้ว ค่อยดื่มน้ำหวาน เมื่อคุณให้ลูกมีทางเลือก ก็เท่ากับเป็นการเปิดโอกาสให้หนูน้อยได้รักษาสิทธิ์ของตัวเองในทางที่ถูกต้อง
เอาใจเราไปใส่ใจลูก สมมติว่าคุณกำลังอ่านหนังสือเล่มโปรด แล้วจู่ๆ ก็มีคนมาสั่งให้คุณไปทำสิ่งอื่นในทันที แน่นอนว่าคุณคงไม่พอใจนัก เช่นเดียวกับเจ้าตัวเล็กหากคุณเข้าใจในจุดนี้ คุณก็จะใจเย็นกับลูกมากขึ้น และให้สัญญาณเตือนลูกทุกครั้งก่อนที่เขาต้องละมือจากสิ่งที่ทำไปทำอย่างอื่น แม้ว่าเจ้าตัวเล็กส่วนใหญ่จะยังงอแงไม่ยอมทำตามหลังจากที่คุณเตือนแล้วก็ตาม อย่างน้อยเขาก็ได้รับการส่งสัญญาณเตือนให้รู้ก่อนอย่างยุติธรรม ก่อนที่จะต้องทำอย่างอื่นต่อไป
วันอังคารที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2556
เอาชนะภูมิแพ้ แค่เรื่องง่ายๆ
โรคภูมิแพ้ อาจจะเรียกได้ว่าเป็นโรคยอดฮิตสำหรับเด็กยุคใหม่ เพราะจากสถิติทุกวันนี้พบว่าคนไทยกว่า 10 ล้านคน ป่วยด้วยโรคภูมิแพ้ ซึ่ง 2-8 % ของจำนวนนี้ เป็นผู้ป่วยเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 2 ปี และจากสถิติทั่วโลกพบว่าเด็กแรกเกิดที่มีอายุเพียง 4 ชั่วโมงก็สามารถเป็นโรคภูมิแพ้ได้
แม้ว่าอาการของโรคภูมิแพ้ดูจะไม่ร้ายแรงนัก แต่หลายๆ คนที่กำลังเผชิญกับโรคนี้อยู่คงทราบดีว่า เมื่ออาการของโรคกำเริบขึ้นมาเมื่อใด ไม่เพียงแต่มันจะทำให้เรารำคาญใจ แต่ยังนำมาซึ่งการขาดประสิทธิภาพในการดำเนินชีวิตทุกๆ ด้านอีกด้วย ล่าสุดการประชุมวิชาการนานาชาติด้านโรคภูมิแพ้และวิทยาภูมิคุ้มกัน World Allergy Congress ได้มีการพูดถึง อุบัติการณ์โรคภูมิแพ้ในเด็กไว้อย่างน่าสนใจในหลายหัวข้อ
ภูมิแพ้อาหาร ชนะง่ายๆ แค่ให้นมแม่
พญ.พรรทิพา ฉัตรชาตรี หน่วยโรคภูมิแพ้ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กล่าวว่า ภูมิแพ้ในเด็กที่พบได้บ่อยคือโรคภูมิแพ้อาหาร ซึ่งหากดูตามอาการแล้วผู้ปกครองสามารถดูแลผู้ป่วยเด็กได้ง่ายๆ คือหลีกเลี่ยงจากอาหารที่แพ้ ซึ่งหลายคนอาจมองว่าไม่รุนแรง เพราะโรคภูมิแพ้อาหารสามารถหายได้ เพราะธรรมชาติของโรคนี้ ร่างกายสามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้และจะหายในช่วงอายุ 3-4 ขวบ จะมีจำนวนผู้ป่วยเพียง 10-20% เท่านั้นที่แพ้ไปจนโต แต่ในกลุ่มผู้ป่วยที่เป็นโรคภูมิแพ้อาหารในวัยเด็ก เมื่อโตขึ้นและหายจากอาการแพ้อาหารแล้ว จะเสี่ยงในการเป็นโรคภูมิแพ้ชนิดอื่นด้วย
โรคภูมิแพ้อาหารเป็นอาการที่พบได้บ่อยมากในเด็กและเป็นโรคใหม่ที่พ่อแม่ไม่คุ้นเคย รวมทั้งยังมองหาความรู้ในโรคนี้น้อย และมักจะหลุดพ้นจากการสังเกตของพ่อแม่ไป เพราะอาการของโรคสามารถแสดงออกได้หลายอย่าง อาทิ เกิดผดผื่นคัน อาการผิดปกติกับระบบทางเดินหายใจ อาเจียน ถ่ายเป็นเลือดบางรายอาจมีอาการถึงขั้นช็อคและเสียชีวิตได้ แต่อาการหลังนี้ยังพบน้อยมาก ส่วนใหญ่เด็กในบ้านเรามักจะแพ้นมวัว ไข่ และอาหารทะเล ตามลำดับ ซึ่งแตกต่างกับประเทศในแถบตะวันตก โดยเฉพาะอเมริกาและอังกฤษที่พบการแพ้ถั่วลิสง เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ในส่วนของการป้องกัน โรคภูมิแพ้อาหารสามารถเกิดได้ในเด็กทั่วไป แต่เด็กที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่สุดคือ กลุ่มเด็กที่มีบุคคลในครอบครัวป่วยเป็นโรคภูมิแพ้จะมีโอกาสเป็นได้ง่ายกว่า วิธีที่ดีที่สุดในการลดภาวะการแพ้คือการให้เด็กดื่มนมแม่เป็นเวลานานที่สุด โดยทั่วไปอยู่ในช่วง 6 12 เดือนแรกของเด็กก็สามารถช่วยป้องกันได้
นอกจากนี้พ่อแม่ควรให้อาหารที่เด็กอาจจะแพ้ง่ายช้าลง เช่น ให้เด็กทานไข่หลังอายุ 10 เดือนขึ้นไป หรือให้กินอาหารทะเลในช่วงหลังวัย 2 ขวบ เป็นต้น สำหรับพ่อแม่ที่มีลูกเป็นภูมิแพ้อาหาร เมื่อทราบว่าลูกแพ้อาหารประเภทใด ก็ให้หลีกเลี่ยงอาหารนั้นๆ กับเด็กแล้วให้อาหารอื่นที่มีสารอาหารใกล้เคียงกันทดแทน เช่นในเด็กที่แพ้นมวัว สามารถให้เด็กดื่มนมถั่วเหลืองหรือนมสูตรโปรตีนพิเศษที่มีอยู่ทั่วไป
ภูมิแพ้ทางจมูก ต้องแก้ที่สิ่งแวดล้อม
นอกไปจากโรคภูมิแพ้อาหารที่พบได้บ่อยในเด็กเล็กแล้ว อาการภูมิแพ้ทางจมูกหรือโรคหวัดเรื้อรังก็พบได้บ่อยเช่นกัน โดยในเด็กไทยทุก 10 คน จะมีถึง 4 คนที่มีอาการของโรคภูมิแพ้ทางจมูก ซึ่งมากกว่า 5 ปีก่อนถึง 1 เท่าตัวเลยทีเดียว ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถสังเกตเจ้าตัวเล็กของคุณได้ หากว่ามีอาการต่อไปนี้ก็มีความเป็นไปได้ว่าเจ้าตัวเล็กป่วยด้วยโรคภูมิแพ้ทางจมูกเข้าแล้ว
- อาการจามน้ำมูกไหล ส่วนใหญ่มักจะมีอาการคันจมูก คันหัวตา จามเป็นชุดๆ และน้ำมูกใสๆ ไหลร่วมด้วย
- คัดแน่นจมูก หายใจไม่ออก
- อาการผสม ทั้งจามน้ำมูกไหล และคัดแน่นจมูก
- อาการอื่นๆ ที่เจ้าตัวมักนึกไม่ถึงว่าจะเกี่ยวข้องกับจมูกซึ่งมักจะไม่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นภูมิแพ้ทางจมูกอาการเหล่านี้ ได้แก่ ปวดศีรษะเรื้อรัง หายใจไม่อิ่ม เวียนศีรษะ ไอเรื้อรังหลังมีไข้หวัด นอนกรน ปวดหู หูอื้อ
เมื่อพบว่าลูกมีปัญหาภูมิแพ้ทางจมูก นอกจากคุณจะพาลูกไปพบแพทย์แล้ว การจัดสภาพแวดล้อมรอบๆ ตัวลูกก็สำคัญ ควรหลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้ ควันบุหรี่ ควันพิษต่างๆ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่เปิดพัดลมจ่อที่ตัว หากอยู่ในห้องที่มีเครื่องปรับอากาศก็ควรตั้งอุณหภูมิอยู่ที่ 25-26 องศาฯ ซึ่งหากคุณและลูกปฏิบัติตัวถูกต้องตั้งแต่ต้น ก็หมดห่วงเรื่องอาการภูมิแพ้แล้ว
ข้อมูลจาก : สมาคมโรคภูมิแพ้และวิทยาภูมิคุ้มกันแห่งประเทศไทย และองค์กรโรคภูมิแพ้โลก
mothersdigest.in.th
แม้ว่าอาการของโรคภูมิแพ้ดูจะไม่ร้ายแรงนัก แต่หลายๆ คนที่กำลังเผชิญกับโรคนี้อยู่คงทราบดีว่า เมื่ออาการของโรคกำเริบขึ้นมาเมื่อใด ไม่เพียงแต่มันจะทำให้เรารำคาญใจ แต่ยังนำมาซึ่งการขาดประสิทธิภาพในการดำเนินชีวิตทุกๆ ด้านอีกด้วย ล่าสุดการประชุมวิชาการนานาชาติด้านโรคภูมิแพ้และวิทยาภูมิคุ้มกัน World Allergy Congress ได้มีการพูดถึง อุบัติการณ์โรคภูมิแพ้ในเด็กไว้อย่างน่าสนใจในหลายหัวข้อ
ภูมิแพ้อาหาร ชนะง่ายๆ แค่ให้นมแม่
พญ.พรรทิพา ฉัตรชาตรี หน่วยโรคภูมิแพ้ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กล่าวว่า ภูมิแพ้ในเด็กที่พบได้บ่อยคือโรคภูมิแพ้อาหาร ซึ่งหากดูตามอาการแล้วผู้ปกครองสามารถดูแลผู้ป่วยเด็กได้ง่ายๆ คือหลีกเลี่ยงจากอาหารที่แพ้ ซึ่งหลายคนอาจมองว่าไม่รุนแรง เพราะโรคภูมิแพ้อาหารสามารถหายได้ เพราะธรรมชาติของโรคนี้ ร่างกายสามารถสร้างภูมิคุ้มกันได้และจะหายในช่วงอายุ 3-4 ขวบ จะมีจำนวนผู้ป่วยเพียง 10-20% เท่านั้นที่แพ้ไปจนโต แต่ในกลุ่มผู้ป่วยที่เป็นโรคภูมิแพ้อาหารในวัยเด็ก เมื่อโตขึ้นและหายจากอาการแพ้อาหารแล้ว จะเสี่ยงในการเป็นโรคภูมิแพ้ชนิดอื่นด้วย
โรคภูมิแพ้อาหารเป็นอาการที่พบได้บ่อยมากในเด็กและเป็นโรคใหม่ที่พ่อแม่ไม่คุ้นเคย รวมทั้งยังมองหาความรู้ในโรคนี้น้อย และมักจะหลุดพ้นจากการสังเกตของพ่อแม่ไป เพราะอาการของโรคสามารถแสดงออกได้หลายอย่าง อาทิ เกิดผดผื่นคัน อาการผิดปกติกับระบบทางเดินหายใจ อาเจียน ถ่ายเป็นเลือดบางรายอาจมีอาการถึงขั้นช็อคและเสียชีวิตได้ แต่อาการหลังนี้ยังพบน้อยมาก ส่วนใหญ่เด็กในบ้านเรามักจะแพ้นมวัว ไข่ และอาหารทะเล ตามลำดับ ซึ่งแตกต่างกับประเทศในแถบตะวันตก โดยเฉพาะอเมริกาและอังกฤษที่พบการแพ้ถั่วลิสง เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ในส่วนของการป้องกัน โรคภูมิแพ้อาหารสามารถเกิดได้ในเด็กทั่วไป แต่เด็กที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่สุดคือ กลุ่มเด็กที่มีบุคคลในครอบครัวป่วยเป็นโรคภูมิแพ้จะมีโอกาสเป็นได้ง่ายกว่า วิธีที่ดีที่สุดในการลดภาวะการแพ้คือการให้เด็กดื่มนมแม่เป็นเวลานานที่สุด โดยทั่วไปอยู่ในช่วง 6 12 เดือนแรกของเด็กก็สามารถช่วยป้องกันได้
นอกจากนี้พ่อแม่ควรให้อาหารที่เด็กอาจจะแพ้ง่ายช้าลง เช่น ให้เด็กทานไข่หลังอายุ 10 เดือนขึ้นไป หรือให้กินอาหารทะเลในช่วงหลังวัย 2 ขวบ เป็นต้น สำหรับพ่อแม่ที่มีลูกเป็นภูมิแพ้อาหาร เมื่อทราบว่าลูกแพ้อาหารประเภทใด ก็ให้หลีกเลี่ยงอาหารนั้นๆ กับเด็กแล้วให้อาหารอื่นที่มีสารอาหารใกล้เคียงกันทดแทน เช่นในเด็กที่แพ้นมวัว สามารถให้เด็กดื่มนมถั่วเหลืองหรือนมสูตรโปรตีนพิเศษที่มีอยู่ทั่วไป
ภูมิแพ้ทางจมูก ต้องแก้ที่สิ่งแวดล้อม
นอกไปจากโรคภูมิแพ้อาหารที่พบได้บ่อยในเด็กเล็กแล้ว อาการภูมิแพ้ทางจมูกหรือโรคหวัดเรื้อรังก็พบได้บ่อยเช่นกัน โดยในเด็กไทยทุก 10 คน จะมีถึง 4 คนที่มีอาการของโรคภูมิแพ้ทางจมูก ซึ่งมากกว่า 5 ปีก่อนถึง 1 เท่าตัวเลยทีเดียว ซึ่งคุณพ่อคุณแม่สามารถสังเกตเจ้าตัวเล็กของคุณได้ หากว่ามีอาการต่อไปนี้ก็มีความเป็นไปได้ว่าเจ้าตัวเล็กป่วยด้วยโรคภูมิแพ้ทางจมูกเข้าแล้ว
- อาการจามน้ำมูกไหล ส่วนใหญ่มักจะมีอาการคันจมูก คันหัวตา จามเป็นชุดๆ และน้ำมูกใสๆ ไหลร่วมด้วย
- คัดแน่นจมูก หายใจไม่ออก
- อาการผสม ทั้งจามน้ำมูกไหล และคัดแน่นจมูก
- อาการอื่นๆ ที่เจ้าตัวมักนึกไม่ถึงว่าจะเกี่ยวข้องกับจมูกซึ่งมักจะไม่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นภูมิแพ้ทางจมูกอาการเหล่านี้ ได้แก่ ปวดศีรษะเรื้อรัง หายใจไม่อิ่ม เวียนศีรษะ ไอเรื้อรังหลังมีไข้หวัด นอนกรน ปวดหู หูอื้อ
เมื่อพบว่าลูกมีปัญหาภูมิแพ้ทางจมูก นอกจากคุณจะพาลูกไปพบแพทย์แล้ว การจัดสภาพแวดล้อมรอบๆ ตัวลูกก็สำคัญ ควรหลีกเลี่ยงสิ่งที่แพ้ ควันบุหรี่ ควันพิษต่างๆ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ ไม่เปิดพัดลมจ่อที่ตัว หากอยู่ในห้องที่มีเครื่องปรับอากาศก็ควรตั้งอุณหภูมิอยู่ที่ 25-26 องศาฯ ซึ่งหากคุณและลูกปฏิบัติตัวถูกต้องตั้งแต่ต้น ก็หมดห่วงเรื่องอาการภูมิแพ้แล้ว
ข้อมูลจาก : สมาคมโรคภูมิแพ้และวิทยาภูมิคุ้มกันแห่งประเทศไทย และองค์กรโรคภูมิแพ้โลก
mothersdigest.in.th
อยากรู้ไหม ว่าลูกน้อยคิดอะไรอยู่
ทุกครั้งที่เห็นลูกยิ้ม หัวเราะ ร้องไห้ หรือทำท่าทางต่างๆ ที่บ่งบอกว่ามีพัฒนาการก้าวล้ำมาอีกขั้นแล้ว พ่อแม่ต่างก็ปลาบปลื้มใจ มองหน้ากันราวกับว่ามีปาฏิหาริย์ที่ยิ่งใหญ่เกิดขึ้น แต่ความรู้สึกที่ตามมาคือความสงสัยปนแปลกใจว่า สิ่งที่ลูกแสดงออกมาเมื่อเมื่อกี้นั้น มันหมายความว่าอะไรกันนะ แล้ว... เบบี๋น้อยๆ ของเราคิดอะไรอยู่... อยากรู้จริงๆ
แม่อยากรู้ว่าหนูคิดอะไร...
นานมาแล้วนักจิตวิทยาได้อธิบายถึงกลไกการทำงานของสมองทารกว่า มีสัญญาณประสาทค่อนข้างสับสน แต่ทุกวันนี้ผู้เชี่ยวชาญกลับบอกว่าทารกนั้นมีการคิดอยู่ตลอดเวลา และพยายามที่จะเรียนรู้โลกรอบตัวตั้งแต่ที่คลอดออกมาจากครรภ์ของมารดา ดังนั้นทารกก็เหมือนนักทดลองตัวน้อย คอยสังเกตสิ่งแวดล้อมและปรากฏการณ์ต่างๆ รอบตัว โดยทารกน้อยมักจะคิดถึงสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวเองและแสดงปฏิกิริยาตอบกลับเช่นกัน
ลูกหัวเราะ
พ่อแม่เมื่อเห็นลูกหัวเราะก็มักจะคิดว่า ลูกกำลังสนุกสนานกับ การหยอกล้อหรือฟังสิ่งที่คุณพูดอยู่ แม้ทารกจะสามารถรับรู้อารมณ์ต่างๆ ได้ แต่ก็เป็นเพียงแค่การรับรู้อารมณ์ที่แตกต่างออกไปได้เท่านั้น ทารกยังไม่สามารถที่จะรับรู้ต่อเรื่องตลกหรือคำพูดขบขันที่คุยกับเขาได้ นั่นหมายความว่าลูกอาจจะดูสีหน้าท่าทางคุณว่ากำลังเล่าเรื่องสนุก แต่ไม่รู้ว่าเรื่องที่เล่านั้นคืออะไร
ลูกสบตา
พ่อแม่บางคนมองตาลูกเพื่อถ่ายทอดความรักที่มีให้ลูกได้รับรู้ และเมื่อลูกสบตากลับ พ่อแม่มักจะคิดว่าลูกรับรู้ได้และเข้าใจถึงการสบตา ความจริงแล้วทารกน้อยยังไม่มีประสบการณ์การรับรู้ที่เหมือนกับผู้ใหญ่ การสบตาบอกรักเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ยากสำหรับทารก หากอยากแสดงความรักควรแสดงออกด้วยกรกระทำ เช่น กอด ให้นม และอื่นๆ ลูกจะรับรู้ได้เร็วกว่า
ลูกอ้าปากกว้างทำเสียงสนุก
นี่เป็นเพียงพัฒนาการด้านการส่งเสียงของทารกเท่านั้น เสียงที่ดูเหมือนสนุกสนานอาจจะไม่ได้หมายความว่าทารกกำลังสนุก อารมณ์ดี
ลูกหันตามเมื่อเรียกชื่อ
พ่อแม่บางคนมักสงสัยหรือคิดไปเองเลยว่าลูกน้อยวัยแบเบาะของตัวเองนั้นจำชื่อตัวเองได้ และส่งสัญญาตอบกลับด้วยการหันมาตามเสียงคนที่เรียก ซึ่งในความเป็นจริงนั้นทารกจะยังไม่สามารถรู้ได้ว่าชื่อตัวเองคืออะไร การหันหน้าขานรับชื่อที่เรียกนั้นเป็นแค่เพียงการหันตามเสียงที่ได้ยิน
เวลานอนลูกจะฝันหวานหรือฝันร้ายบ้างหรือเปล่า
ความฝันมักเกิดขึ้นกับใครก็ได้ในเวลาที่นอนหลับ ผู้ใหญ่บางคนฝันเป็นเรื่องราวทั้งร้ายและดี แม้จะมีเวลานอนหลับในแต่ละวันเพียงช่วงสั้นๆ ก็ตาม สำหรับเบบี๋ส่วนใหญ่แล้วใช้เวลาในการนอนเกือบตลอดทั้งวัน นักวิจัยที่ค้นคว้าเกี่ยวกับการฝันให้ข้อมูลบนสมมติฐานที่น่าสนใจว่า ทารกเวลานอนหลับจะเคลิ้มฝันและมีการพัฒนาสมองไปด้วยในเวลาที่นอนหลับ
Good-to-Know
ดร.โจนส์ อี. เดอร์แรนท์ นักจิตวิทยาคลินิกเด็ก เจ้าของหนังสือ Positive Discipline: What It Is And How To Do It ได้กล่าวเอาไว้ในหนังสือว่า เด็กทารกในระยะแรกๆ นั้นจะยังไม่เข้าใจความรู้สึกของตนเองและก็ไม่รู้ด้วยว่าพ่อแม่รู้สึกอย่างไร เมื่อร้องไห้ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้พ่อแม่โมโห และยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำไมต้องร้อง สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับพ่อแม่ที่จะทำได้ในระยะนี้คือการตอบสนองความต้องการของลูก และพยายามเดาให้ดีที่สุดว่าลูกต้องการอะไร
แม่อยากรู้ว่าหนูคิดอะไร...
นานมาแล้วนักจิตวิทยาได้อธิบายถึงกลไกการทำงานของสมองทารกว่า มีสัญญาณประสาทค่อนข้างสับสน แต่ทุกวันนี้ผู้เชี่ยวชาญกลับบอกว่าทารกนั้นมีการคิดอยู่ตลอดเวลา และพยายามที่จะเรียนรู้โลกรอบตัวตั้งแต่ที่คลอดออกมาจากครรภ์ของมารดา ดังนั้นทารกก็เหมือนนักทดลองตัวน้อย คอยสังเกตสิ่งแวดล้อมและปรากฏการณ์ต่างๆ รอบตัว โดยทารกน้อยมักจะคิดถึงสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวเองและแสดงปฏิกิริยาตอบกลับเช่นกัน
ลูกหัวเราะ
พ่อแม่เมื่อเห็นลูกหัวเราะก็มักจะคิดว่า ลูกกำลังสนุกสนานกับ การหยอกล้อหรือฟังสิ่งที่คุณพูดอยู่ แม้ทารกจะสามารถรับรู้อารมณ์ต่างๆ ได้ แต่ก็เป็นเพียงแค่การรับรู้อารมณ์ที่แตกต่างออกไปได้เท่านั้น ทารกยังไม่สามารถที่จะรับรู้ต่อเรื่องตลกหรือคำพูดขบขันที่คุยกับเขาได้ นั่นหมายความว่าลูกอาจจะดูสีหน้าท่าทางคุณว่ากำลังเล่าเรื่องสนุก แต่ไม่รู้ว่าเรื่องที่เล่านั้นคืออะไร
ลูกสบตา
พ่อแม่บางคนมองตาลูกเพื่อถ่ายทอดความรักที่มีให้ลูกได้รับรู้ และเมื่อลูกสบตากลับ พ่อแม่มักจะคิดว่าลูกรับรู้ได้และเข้าใจถึงการสบตา ความจริงแล้วทารกน้อยยังไม่มีประสบการณ์การรับรู้ที่เหมือนกับผู้ใหญ่ การสบตาบอกรักเป็นสิ่งที่เข้าใจได้ยากสำหรับทารก หากอยากแสดงความรักควรแสดงออกด้วยกรกระทำ เช่น กอด ให้นม และอื่นๆ ลูกจะรับรู้ได้เร็วกว่า
ลูกอ้าปากกว้างทำเสียงสนุก
นี่เป็นเพียงพัฒนาการด้านการส่งเสียงของทารกเท่านั้น เสียงที่ดูเหมือนสนุกสนานอาจจะไม่ได้หมายความว่าทารกกำลังสนุก อารมณ์ดี
ลูกหันตามเมื่อเรียกชื่อ
พ่อแม่บางคนมักสงสัยหรือคิดไปเองเลยว่าลูกน้อยวัยแบเบาะของตัวเองนั้นจำชื่อตัวเองได้ และส่งสัญญาตอบกลับด้วยการหันมาตามเสียงคนที่เรียก ซึ่งในความเป็นจริงนั้นทารกจะยังไม่สามารถรู้ได้ว่าชื่อตัวเองคืออะไร การหันหน้าขานรับชื่อที่เรียกนั้นเป็นแค่เพียงการหันตามเสียงที่ได้ยิน
เวลานอนลูกจะฝันหวานหรือฝันร้ายบ้างหรือเปล่า
ความฝันมักเกิดขึ้นกับใครก็ได้ในเวลาที่นอนหลับ ผู้ใหญ่บางคนฝันเป็นเรื่องราวทั้งร้ายและดี แม้จะมีเวลานอนหลับในแต่ละวันเพียงช่วงสั้นๆ ก็ตาม สำหรับเบบี๋ส่วนใหญ่แล้วใช้เวลาในการนอนเกือบตลอดทั้งวัน นักวิจัยที่ค้นคว้าเกี่ยวกับการฝันให้ข้อมูลบนสมมติฐานที่น่าสนใจว่า ทารกเวลานอนหลับจะเคลิ้มฝันและมีการพัฒนาสมองไปด้วยในเวลาที่นอนหลับ
Good-to-Know
ดร.โจนส์ อี. เดอร์แรนท์ นักจิตวิทยาคลินิกเด็ก เจ้าของหนังสือ Positive Discipline: What It Is And How To Do It ได้กล่าวเอาไว้ในหนังสือว่า เด็กทารกในระยะแรกๆ นั้นจะยังไม่เข้าใจความรู้สึกของตนเองและก็ไม่รู้ด้วยว่าพ่อแม่รู้สึกอย่างไร เมื่อร้องไห้ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้พ่อแม่โมโห และยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำไมต้องร้อง สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับพ่อแม่ที่จะทำได้ในระยะนี้คือการตอบสนองความต้องการของลูก และพยายามเดาให้ดีที่สุดว่าลูกต้องการอะไร
พัฒนาการทารกน้อยเดือนที่ 4
เข้าเดือนที่ 4 นี้ ดูเหมือนอยู่ๆ ลูกก็เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงไป จากเดิมที่เอาแต่กินกับนอน (กับร้องกวน) ก็กลายเป็นเด็กเรียบร้อย น่ารักขึ้น ทักทายเล่นกับคนอื่นๆ มากขึ้น ผมที่ดูบางหรอมแหรม ก็เริ่มจะมีผมจริงของเขาขึ้นมาแซมมากขึ้น แต่ยังต้องคอยอีก 1-2 เดือนที่จะเห็นได้ชัด
ตอนปลายเดือนที่ 4 จะเห็นว่า ลูกมีความสามารถในการใช้มือและเท้าได้มากขึ้น เขาจะเริ่มหัดพลิกตัวกลับไปมา และบางครั้งกว่าจะรู้ว่าลูกทำได้ คุณก็พบว่าลูกได้ตกเตียงลงมาแล้ว ลูกจะดูจ้ำม่ำขึ้น เนื้อแน่น อุ้มแล้วเมื่อยมือเพราะเขาจะดิ้น ถีบตัวไปมาบ้างตามอารมณ์ ขณะนอนคว่ำเขาจะสามารถยกศีรษะขึ้นได้ดี และยกอกพ้นพื้นได้นานขึ้น เมื่อนอนหงายเขาจะสามารถหันศีรษะได้ 180 องศา มองตามคุณได้ตลอด เกร็งคอ ผงกศีรษะตามขึ้นได้ด้วย
เมื่อคุณทำท่าจะมาอุ้มเขาขึ้น หรือเมื่อคุณเอานิ้วมือของคุณให้เขาจับ และพยายามเหนี่ยวตัวเขาขึ้น เขาจะสามารถดึงตัวเขาขึ้นมาได้เอง โดยที่คอไม่อ่อนและศีรษะไม่ห้อยตกไปด้านหลัง ลูกจะแสดงท่าทางดีใจ และอยากเล่นกับผู้คนมากขึ้น เขาจะเตะถีบขาทั้งสองและปัดมือไปมา รวมทั้งสามารถยกขามาให้มือเขาจับได้ ในบางรายอาจจะเริ่มเห็นเด็กทำท่าเหมือนว่ายบก นั่นเป็นการเริ่มต้นของการหัดคืบและคลานของเด็ก
รอยยิ้มอย่างดีใจจะเปิดกว้างสำหรับคนที่เขาชอบและคุ้นเคย เขาจะชอบที่จะทำเสียงเลียนเสียงคุณ ถ้ามีคนคุยด้วยกับเขา เขาจะส่งเสียงโต้ตอบมากขึ้นและเล่นสนุกอยู่ได้นาน คุณอาจรู้สึกว่าลูกมีน้ำลายไหลมาก อาจเป็นจากการที่มีการสร้างน้ำลายมากขึ้น และเด็กยังไม่รู้จักการกลืนน้ำลายนัก ทำให้หน้าของเขาเริ่มมีผื่นขึ้น จากการเปื้อนน้ำลายและอาหารที่เขากิน
ลูกจะสามารถได้ยินเสียงต่างๆ ได้ดีเหมือนผู้ใหญ่ และจะแสดงท่าทางว่าเขาสามารถแยกแยะชนิดของเสียงได้ เช่น เสียงคุณแม่ เสียงดนตรี หรือเสียงดังน่าตกใจ เขาจะมีสีหน้าที่แตกต่างกันเมื่อมีเสียงเหล่านี้ขึ้น ลูกจะสนุกกับการที่มีคนเล่นด้วย ดังนั้นของเล่นที่จะช่วยกระตุ้นพัฒนาการที่ดีสำหรับเขาก็คือ การให้คนที่อยู่ใกล้กับเขาคอยเล่นกับเขานั่นเอง เช่นกันลูกจะมองเห็นได้ดีขึ้นและไกลขึ้น ประมาณ 12 ฟุต แต่เขาก็จะยังให้ความสนใจกับสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวเขามากกว่า และจะเอามือคว้าของที่เขาเห็นและเอาเข้าปาก
เวลานอนของลูกจะเริ่มนอนหลับได้ยาวตลอดคืน คุณจะสามารถดูว่าลูกง่วงนอนหรือไม่ โดยการสังเกต การหาว การเซื่องลงไม่อยากเล่น หรือการเริ่มขยี้ตา เกาหู ตาปรอยและหลับไปในที่สุด
อาหารเสริมจะเริ่มดีไหม
ในช่วงอายุ 4-6 เดือนเต็ม คุณหมอก็มักจะแนะนำให้คุณเริ่มอาหารเสริม ซึ่งจะต้องดูว่าลูกพร้อมที่จะกลืนเป็นหรือยัง เด็กบางคนอาจจะยังกลืนไม่เก่ง และจะชอบเอาลิ้นดุนอาหารออกมา หรือทำท่าติดคอขย้อนอาหารออก ซึ่งถ้าเป็นดังนั้นก็ควรจะรอไปก่อน และพยายามใหม่ในอีก 1-2 อาทิตย์ต่อมา ไม่ควรพยายามบังคับป้อนให้กินจนได้
ควรระมัดระวังเรื่องการแพ้สารอาหาร โดยทั่วไปควรหลีกเลี่ยงการให้อาหารทะเลทุกชนิด โดยเฉพาะพวกที่มีเปลือกหุ้ม เช่น กุ้ง ปู และปลาหมึก รวมทั้งไข่ขาว เพราะจะเกิดการแพ้อาหารได้ง่าย (ถ้าคุณมีประวัติแพ้ค่อนข้างมาก ควรปรึกษาแพทย์เรื่องเหล่านี้ก่อนเริ่มอาหารเสริมให้ลูก) ควรเริ่มให้ทีละอย่าง และทีละน้อย ไปหลายวัน ก่อนที่จะสรุปว่าลูกไม่แพ้สารอาหารชนิดนั้นๆ เนื่องจากตอนนี้การป้อนอาหารเสริมมีเป้าหมายเพียงให้เขารู้จักรสชาติของอาหารอื่นนอกจากนม และเป็นการฝึกการกลืนเท่านั้น
คุณควรให้เวลากับลูกพูดคุยและเล่นกับลูกทุกวัน แม้ว่าตอนนี้คุณแม่หลายคนจะต้องกลับไปทำงานแล้ว ลูกจะเริ่มรู้ว่าคุณกับตัวเขาก็ไม่ใช่ว่าจะต้องตัวติดกันตลอดไป และบางครั้งสิ่งที่เขาต้องการก็ไม่สามารถจะเรียกร้องได้จากคุณแม่ เขาจะเริ่มมองหาทางเล่นกับคุณและเริ่มฝึกฝนการใช้ส่วนต่างๆ ของร่างกายเขาได้ดีขึ้น ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาการขั้นต่อไปของเขา
ลูกแหวะนมหลังดูดนมผิดปกติหรือไม่
การแหวะนมไม่ใช่เรื่องผิดปกติ ในระยะที่ลูกเกิดใหม่ๆ การดูดและการกลืนของลูกอาจยังไม่ไปด้วยกันได้ดี หูรูดกระเพาะอาหารก็ยังไม่แข็งแรง หลังกินนมน้ำนมจึงอาจเหมือนกระฉอกออกมา ถ้าลูกยังคงดูดนมดี ไม่ซึมก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าลูกแหวะนมแล้วซึม งอแง ไม่ยอมดูดนมนั่นจึงผิดปกติ
mothersdigest.in.th
ตอนปลายเดือนที่ 4 จะเห็นว่า ลูกมีความสามารถในการใช้มือและเท้าได้มากขึ้น เขาจะเริ่มหัดพลิกตัวกลับไปมา และบางครั้งกว่าจะรู้ว่าลูกทำได้ คุณก็พบว่าลูกได้ตกเตียงลงมาแล้ว ลูกจะดูจ้ำม่ำขึ้น เนื้อแน่น อุ้มแล้วเมื่อยมือเพราะเขาจะดิ้น ถีบตัวไปมาบ้างตามอารมณ์ ขณะนอนคว่ำเขาจะสามารถยกศีรษะขึ้นได้ดี และยกอกพ้นพื้นได้นานขึ้น เมื่อนอนหงายเขาจะสามารถหันศีรษะได้ 180 องศา มองตามคุณได้ตลอด เกร็งคอ ผงกศีรษะตามขึ้นได้ด้วย
เมื่อคุณทำท่าจะมาอุ้มเขาขึ้น หรือเมื่อคุณเอานิ้วมือของคุณให้เขาจับ และพยายามเหนี่ยวตัวเขาขึ้น เขาจะสามารถดึงตัวเขาขึ้นมาได้เอง โดยที่คอไม่อ่อนและศีรษะไม่ห้อยตกไปด้านหลัง ลูกจะแสดงท่าทางดีใจ และอยากเล่นกับผู้คนมากขึ้น เขาจะเตะถีบขาทั้งสองและปัดมือไปมา รวมทั้งสามารถยกขามาให้มือเขาจับได้ ในบางรายอาจจะเริ่มเห็นเด็กทำท่าเหมือนว่ายบก นั่นเป็นการเริ่มต้นของการหัดคืบและคลานของเด็ก
รอยยิ้มอย่างดีใจจะเปิดกว้างสำหรับคนที่เขาชอบและคุ้นเคย เขาจะชอบที่จะทำเสียงเลียนเสียงคุณ ถ้ามีคนคุยด้วยกับเขา เขาจะส่งเสียงโต้ตอบมากขึ้นและเล่นสนุกอยู่ได้นาน คุณอาจรู้สึกว่าลูกมีน้ำลายไหลมาก อาจเป็นจากการที่มีการสร้างน้ำลายมากขึ้น และเด็กยังไม่รู้จักการกลืนน้ำลายนัก ทำให้หน้าของเขาเริ่มมีผื่นขึ้น จากการเปื้อนน้ำลายและอาหารที่เขากิน
ลูกจะสามารถได้ยินเสียงต่างๆ ได้ดีเหมือนผู้ใหญ่ และจะแสดงท่าทางว่าเขาสามารถแยกแยะชนิดของเสียงได้ เช่น เสียงคุณแม่ เสียงดนตรี หรือเสียงดังน่าตกใจ เขาจะมีสีหน้าที่แตกต่างกันเมื่อมีเสียงเหล่านี้ขึ้น ลูกจะสนุกกับการที่มีคนเล่นด้วย ดังนั้นของเล่นที่จะช่วยกระตุ้นพัฒนาการที่ดีสำหรับเขาก็คือ การให้คนที่อยู่ใกล้กับเขาคอยเล่นกับเขานั่นเอง เช่นกันลูกจะมองเห็นได้ดีขึ้นและไกลขึ้น ประมาณ 12 ฟุต แต่เขาก็จะยังให้ความสนใจกับสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวเขามากกว่า และจะเอามือคว้าของที่เขาเห็นและเอาเข้าปาก
เวลานอนของลูกจะเริ่มนอนหลับได้ยาวตลอดคืน คุณจะสามารถดูว่าลูกง่วงนอนหรือไม่ โดยการสังเกต การหาว การเซื่องลงไม่อยากเล่น หรือการเริ่มขยี้ตา เกาหู ตาปรอยและหลับไปในที่สุด
อาหารเสริมจะเริ่มดีไหม
ในช่วงอายุ 4-6 เดือนเต็ม คุณหมอก็มักจะแนะนำให้คุณเริ่มอาหารเสริม ซึ่งจะต้องดูว่าลูกพร้อมที่จะกลืนเป็นหรือยัง เด็กบางคนอาจจะยังกลืนไม่เก่ง และจะชอบเอาลิ้นดุนอาหารออกมา หรือทำท่าติดคอขย้อนอาหารออก ซึ่งถ้าเป็นดังนั้นก็ควรจะรอไปก่อน และพยายามใหม่ในอีก 1-2 อาทิตย์ต่อมา ไม่ควรพยายามบังคับป้อนให้กินจนได้
ควรระมัดระวังเรื่องการแพ้สารอาหาร โดยทั่วไปควรหลีกเลี่ยงการให้อาหารทะเลทุกชนิด โดยเฉพาะพวกที่มีเปลือกหุ้ม เช่น กุ้ง ปู และปลาหมึก รวมทั้งไข่ขาว เพราะจะเกิดการแพ้อาหารได้ง่าย (ถ้าคุณมีประวัติแพ้ค่อนข้างมาก ควรปรึกษาแพทย์เรื่องเหล่านี้ก่อนเริ่มอาหารเสริมให้ลูก) ควรเริ่มให้ทีละอย่าง และทีละน้อย ไปหลายวัน ก่อนที่จะสรุปว่าลูกไม่แพ้สารอาหารชนิดนั้นๆ เนื่องจากตอนนี้การป้อนอาหารเสริมมีเป้าหมายเพียงให้เขารู้จักรสชาติของอาหารอื่นนอกจากนม และเป็นการฝึกการกลืนเท่านั้น
คุณควรให้เวลากับลูกพูดคุยและเล่นกับลูกทุกวัน แม้ว่าตอนนี้คุณแม่หลายคนจะต้องกลับไปทำงานแล้ว ลูกจะเริ่มรู้ว่าคุณกับตัวเขาก็ไม่ใช่ว่าจะต้องตัวติดกันตลอดไป และบางครั้งสิ่งที่เขาต้องการก็ไม่สามารถจะเรียกร้องได้จากคุณแม่ เขาจะเริ่มมองหาทางเล่นกับคุณและเริ่มฝึกฝนการใช้ส่วนต่างๆ ของร่างกายเขาได้ดีขึ้น ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาการขั้นต่อไปของเขา
ลูกแหวะนมหลังดูดนมผิดปกติหรือไม่
การแหวะนมไม่ใช่เรื่องผิดปกติ ในระยะที่ลูกเกิดใหม่ๆ การดูดและการกลืนของลูกอาจยังไม่ไปด้วยกันได้ดี หูรูดกระเพาะอาหารก็ยังไม่แข็งแรง หลังกินนมน้ำนมจึงอาจเหมือนกระฉอกออกมา ถ้าลูกยังคงดูดนมดี ไม่ซึมก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าลูกแหวะนมแล้วซึม งอแง ไม่ยอมดูดนมนั่นจึงผิดปกติ
mothersdigest.in.th
พัฒนาการเดือนที่ 6 เริ่มเรียนรู้โลกภายนอก
วัยนี้เขาเริ่มอยากเรียนรู้โลกภายนอก พัฒนาการของเด็กแต่ละคนจะมีความหลากหลาย ซึ่งคุณพ่อคุณแม่หลายคนอาจจะรู้สึกว่าลูกของตนทำอะไรไม่ได้เท่ากับเด็กคนอื่นๆ ที่อายุไล่เลี่ยกัน ทั้งนี้ เพราะเด็กแต่ละคนจะมีความสนใจ และความสามารถที่แตกต่างกันบ้าง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าการที่ลูกทำอะไรอย่างหนึ่งได้ช้ากว่าเด็กคนอื่น จะเป็นเครื่องบอกว่าลูกจะมีพัฒนาการช้ากว่า เนื่องจากขึ้นอยู่กับสิ่งเร้าที่มากระตุ้นและการเลี้ยงดูเด็กในตอนนั้นด้วย
ในช่วงนี้ลูกจะเริ่ม คืบ ไปได้พอควร ส่วนใหญ่จะเข้าเกียร์ถอยหลังก่อนที่จะไปข้างหน้า และด้วยความอยากรู้อยากเห็นอันเป็นธรรมชาติของเด็ก ก็จะทำให้เขาอยากออก ไปเที่ยว โดยการทำท่าทางให้คนอุ้มเขารู้ว่า เขาอยากจะไปข้างนอกแล้ว ซึ่งในแต่ละช่วงลูกอาจจะคิดค้นเทคนิคใหม่ๆ ออกมาได้เอง
คุณพ่อคุณแม่ที่มีเวลาอยู่กับลูกมาก จะสามารถสังเกตเห็นพัฒนาการของลูกได้โดยง่าย ลูกจะชอบทำท่าเหมือนวิดพื้น เพื่อออกกำลังแขนและเรียนรู้การทรงตัว เมื่อจัดให้เขาอยู่ในท่านั่งก็จะเริ่มนั่งเองได้บ้าง แต่ส่วนใหญ่จะยังต้องการการช่วยประคอง มิฉะนั้นก็จะค่อยๆ เอนลงไปข้างหน้าหรือด้านข้างได้ เนื่องจากจะยังไม่สามารถทรงตัวได้ดีนักนั่นเอง
ลูกจะชอบให้อุ้มจับยืนและจะชอบคว้าของที่เขาสนใจ ซึ่งจะทำให้เกิดอุบัติเหตุพลัดตกได้ง่าย ในตอนนี้ควรให้โอกาสเขาได้อยู่บนพื้นที่นุ่ม เช่น เบาะนวม ฯลฯ เพื่อให้เขาได้หัดการใช้กำลังกล้ามเนื้อแขนขา และฝึกการทรงตัวของเขาบ้างจะดีกว่าการอุ้มตลอดเวลา
ลูกชอบเอามือที่กำลังจับสิ่งของต่างๆ ขึ้นมาเขย่า โดยจะยังไม่สามารถแยกได้ว่า เสียงที่ได้ยินนั้นเกิดจากการเขย่าสิ่งของไม่ใช่เกิดจากมือของเขา และจะพบว่าเด็กบางคนชอบที่จะคว้าของและโยน หรือปล่อยลงพื้น ซ้ำแล้วซ้ำอีก เพื่อสังเกตดูปฏิกิริยาของของที่ตกลงบนพื้น และคนอื่นๆ ว่าจะมีท่าทางอย่างไร rพร้อมส่งเสียงให้รู้ว่าเขาไม่ยอม ถ้าไม่มีการนำของที่เขาปล่อยลงพื้นนั้นมาคืนเขา หรือมีการนำของนั้นไปเก็บ ซึ่งก็เป็นการเรียนรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมของสิ่งของ และคนรอบข้างของลูกวิธีหนึ่ง
ด้านการมองเห็น การใช้มือและนิ้วเล็กๆ ของลูกจะเริ่มดีขึ้น เขาจะสามารถมองเห็นของชิ้นเล็กๆ บนพื้นได้ดี แม้ว่าเขาจะยังไม่สามารถเอานิ้วหยิบจับมันขึ้นมา เพราะในช่วงนี้ลูกจะยังใช้มือทั้งมือและชอบกำของ จะเริ่มจับของสองมือได้ และอาจเริ่มจะสลับของจากมือหนึ่งไปอีกมือหนึ่ง (Transferring things)
ลูกจะเริ่มพูดส่งเสียงสูงต่ำได้หลายโทนเสียง เริ่มจะรู้จักชื่อสิ่งต่างๆ ใกล้ตัว เมื่อคุณเรียกชื่อสิ่งนั้นเขาจะทำท่ามองหาได้ ลูกจะเข้าใจ ความหมาย ของสิ่งที่คุณพูด โดยการเรียนรู้ท่าทีและฟังโทนเสียงของคุณ ฉะนั้นเขาจะทำหน้าตา และท่าทางตอบสนองต่อเสียงเรียกของคุณหรือเสียงดุได้แตกต่างกัน ช่วงนี้ลูกจะดูเหมือนมีอารมณ์หงุดหงิด หรืออาละวาดบางครั้งถ้ามีสิ่งไม่ถูกใจเขา และเช่นกันก็อาจจะหยุดร้องกลายเป็นยิ้มได้ทั้งน้ำตา เมื่อมีอะไรที่น่าสนใจ น่าตื่นเต้นมาหลอกล่อ เบนความสนใจของเขาจากเรื่องเดิม
ลูกจะชอบสำรวจคุณ โดยการเอามือมาแตะหน้า แตะปากคุณเวลาที่คุณอุ้มเขา และจะเหมือนชวนคุณเล่นกับเขาด้วย โดยการทำเช่นนี้ลูกกำลังเรียนรู้ว่า คุณคือตัวคุณ และเขาเป็นตัวเขา ไม่ใช่คนๆ เดียวกันอีก เด็กจะชอบเล่น จ๊ะเอ๋ หรือการเล่น ซ่อนหา อย่างง่ายๆ เมื่อคุณทำท่าจะเดินห่างจากเขา ลูกจะเริ่มทำท่าทางหรือส่งเสียงเรียกให้คุณต้องกลับมาหาเขาใหม่ และเมื่อคุณเดินหายไปจากสายตา ลูกจะยังคงมองและคอยให้คุณโผล่กลับมาหาเขาอีก
อาหารเสริมสำหรับเจ้าหนูวัย 6 เดือน
ช่วงนี้ลูกจะชอบทานอาหารเด็กที่คุณป้อน และจะเริ่มทานได้กินขึ้น ซึ่งจะทำให้ลูกทานนมน้อยลง ทำให้คุณพ่อคุณแม่กังวล กลัวว่าลูกจะไม่โต อีกทั้งการเพิ่มขึ้นของน้ำหนักตัวก็จะไม่มากเท่าในช่วง 4 เดือนแรก ทำให้คุณพ่อคุณแม่หลายคนเครียด และพยายามยัดเยียดให้ลูกกินนมมากขึ้น หรือบางรายกลับลดข้าวตุ๋นที่ให้ลูกลงซึ่งไม่ควรทำดังนั้น เนื่องจากข้าวที่คุณตุ๋นให้ลูกนั้นจะมีคุณค่าทางโภชนาการและแคลอรีเพียงพอ ดังนั้นลูกจะไม่เกิดการขาดอาหารอย่างแน่นอน คุณสามารถให้อาหารเสริมแทนนม 1 มื้อ เมื่อครบ 6 เดือน (ยังต้องระวังการสำลักอาหารหรือติดคอ และระวังเรื่องการแพ้อาหารบางอย่าง เช่น อาหารทะเล และไข่ขาว)
ในช่วงนี้คุณพ่อคุณแม่หลายคนจะคอยเปรียบเทียบลูกของตนกับเด็กคนอื่น และเกิดความกังวลในเรื่องต่างๆ เช่น ทำไมฟันยังไม่ขึ้น, ทำไมยังไม่เกาะยืน ฯลฯ ซึ่งเด็กในวัย 6 เดือนนี้ส่วนใหญ่จะยังทำไม่ได้ พัฒนาการของเด็กที่นำมากล่าวในที่นี้เป็นเกณฑ์เฉลี่ยของเด็กโดยทั่วไป แม้ว่าจะเกิดวัน เดือน ปีเดียวกัน ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องมีการพัฒนาได้เท่ากัน และเด็กแต่ละคนก็มีความชำนาญในการทำสิ่งต่างๆ ได้แตกต่างกันด้วย
ในช่วงนี้ลูกจะเริ่ม คืบ ไปได้พอควร ส่วนใหญ่จะเข้าเกียร์ถอยหลังก่อนที่จะไปข้างหน้า และด้วยความอยากรู้อยากเห็นอันเป็นธรรมชาติของเด็ก ก็จะทำให้เขาอยากออก ไปเที่ยว โดยการทำท่าทางให้คนอุ้มเขารู้ว่า เขาอยากจะไปข้างนอกแล้ว ซึ่งในแต่ละช่วงลูกอาจจะคิดค้นเทคนิคใหม่ๆ ออกมาได้เอง
คุณพ่อคุณแม่ที่มีเวลาอยู่กับลูกมาก จะสามารถสังเกตเห็นพัฒนาการของลูกได้โดยง่าย ลูกจะชอบทำท่าเหมือนวิดพื้น เพื่อออกกำลังแขนและเรียนรู้การทรงตัว เมื่อจัดให้เขาอยู่ในท่านั่งก็จะเริ่มนั่งเองได้บ้าง แต่ส่วนใหญ่จะยังต้องการการช่วยประคอง มิฉะนั้นก็จะค่อยๆ เอนลงไปข้างหน้าหรือด้านข้างได้ เนื่องจากจะยังไม่สามารถทรงตัวได้ดีนักนั่นเอง
ลูกจะชอบให้อุ้มจับยืนและจะชอบคว้าของที่เขาสนใจ ซึ่งจะทำให้เกิดอุบัติเหตุพลัดตกได้ง่าย ในตอนนี้ควรให้โอกาสเขาได้อยู่บนพื้นที่นุ่ม เช่น เบาะนวม ฯลฯ เพื่อให้เขาได้หัดการใช้กำลังกล้ามเนื้อแขนขา และฝึกการทรงตัวของเขาบ้างจะดีกว่าการอุ้มตลอดเวลา
ลูกชอบเอามือที่กำลังจับสิ่งของต่างๆ ขึ้นมาเขย่า โดยจะยังไม่สามารถแยกได้ว่า เสียงที่ได้ยินนั้นเกิดจากการเขย่าสิ่งของไม่ใช่เกิดจากมือของเขา และจะพบว่าเด็กบางคนชอบที่จะคว้าของและโยน หรือปล่อยลงพื้น ซ้ำแล้วซ้ำอีก เพื่อสังเกตดูปฏิกิริยาของของที่ตกลงบนพื้น และคนอื่นๆ ว่าจะมีท่าทางอย่างไร rพร้อมส่งเสียงให้รู้ว่าเขาไม่ยอม ถ้าไม่มีการนำของที่เขาปล่อยลงพื้นนั้นมาคืนเขา หรือมีการนำของนั้นไปเก็บ ซึ่งก็เป็นการเรียนรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมของสิ่งของ และคนรอบข้างของลูกวิธีหนึ่ง
ด้านการมองเห็น การใช้มือและนิ้วเล็กๆ ของลูกจะเริ่มดีขึ้น เขาจะสามารถมองเห็นของชิ้นเล็กๆ บนพื้นได้ดี แม้ว่าเขาจะยังไม่สามารถเอานิ้วหยิบจับมันขึ้นมา เพราะในช่วงนี้ลูกจะยังใช้มือทั้งมือและชอบกำของ จะเริ่มจับของสองมือได้ และอาจเริ่มจะสลับของจากมือหนึ่งไปอีกมือหนึ่ง (Transferring things)
ลูกจะเริ่มพูดส่งเสียงสูงต่ำได้หลายโทนเสียง เริ่มจะรู้จักชื่อสิ่งต่างๆ ใกล้ตัว เมื่อคุณเรียกชื่อสิ่งนั้นเขาจะทำท่ามองหาได้ ลูกจะเข้าใจ ความหมาย ของสิ่งที่คุณพูด โดยการเรียนรู้ท่าทีและฟังโทนเสียงของคุณ ฉะนั้นเขาจะทำหน้าตา และท่าทางตอบสนองต่อเสียงเรียกของคุณหรือเสียงดุได้แตกต่างกัน ช่วงนี้ลูกจะดูเหมือนมีอารมณ์หงุดหงิด หรืออาละวาดบางครั้งถ้ามีสิ่งไม่ถูกใจเขา และเช่นกันก็อาจจะหยุดร้องกลายเป็นยิ้มได้ทั้งน้ำตา เมื่อมีอะไรที่น่าสนใจ น่าตื่นเต้นมาหลอกล่อ เบนความสนใจของเขาจากเรื่องเดิม
ลูกจะชอบสำรวจคุณ โดยการเอามือมาแตะหน้า แตะปากคุณเวลาที่คุณอุ้มเขา และจะเหมือนชวนคุณเล่นกับเขาด้วย โดยการทำเช่นนี้ลูกกำลังเรียนรู้ว่า คุณคือตัวคุณ และเขาเป็นตัวเขา ไม่ใช่คนๆ เดียวกันอีก เด็กจะชอบเล่น จ๊ะเอ๋ หรือการเล่น ซ่อนหา อย่างง่ายๆ เมื่อคุณทำท่าจะเดินห่างจากเขา ลูกจะเริ่มทำท่าทางหรือส่งเสียงเรียกให้คุณต้องกลับมาหาเขาใหม่ และเมื่อคุณเดินหายไปจากสายตา ลูกจะยังคงมองและคอยให้คุณโผล่กลับมาหาเขาอีก
อาหารเสริมสำหรับเจ้าหนูวัย 6 เดือน
ช่วงนี้ลูกจะชอบทานอาหารเด็กที่คุณป้อน และจะเริ่มทานได้กินขึ้น ซึ่งจะทำให้ลูกทานนมน้อยลง ทำให้คุณพ่อคุณแม่กังวล กลัวว่าลูกจะไม่โต อีกทั้งการเพิ่มขึ้นของน้ำหนักตัวก็จะไม่มากเท่าในช่วง 4 เดือนแรก ทำให้คุณพ่อคุณแม่หลายคนเครียด และพยายามยัดเยียดให้ลูกกินนมมากขึ้น หรือบางรายกลับลดข้าวตุ๋นที่ให้ลูกลงซึ่งไม่ควรทำดังนั้น เนื่องจากข้าวที่คุณตุ๋นให้ลูกนั้นจะมีคุณค่าทางโภชนาการและแคลอรีเพียงพอ ดังนั้นลูกจะไม่เกิดการขาดอาหารอย่างแน่นอน คุณสามารถให้อาหารเสริมแทนนม 1 มื้อ เมื่อครบ 6 เดือน (ยังต้องระวังการสำลักอาหารหรือติดคอ และระวังเรื่องการแพ้อาหารบางอย่าง เช่น อาหารทะเล และไข่ขาว)
ในช่วงนี้คุณพ่อคุณแม่หลายคนจะคอยเปรียบเทียบลูกของตนกับเด็กคนอื่น และเกิดความกังวลในเรื่องต่างๆ เช่น ทำไมฟันยังไม่ขึ้น, ทำไมยังไม่เกาะยืน ฯลฯ ซึ่งเด็กในวัย 6 เดือนนี้ส่วนใหญ่จะยังทำไม่ได้ พัฒนาการของเด็กที่นำมากล่าวในที่นี้เป็นเกณฑ์เฉลี่ยของเด็กโดยทั่วไป แม้ว่าจะเกิดวัน เดือน ปีเดียวกัน ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องมีการพัฒนาได้เท่ากัน และเด็กแต่ละคนก็มีความชำนาญในการทำสิ่งต่างๆ ได้แตกต่างกันด้วย
พัฒนาการเดือนที่ 5 เจ้าหนู...พลิกตัวคล่องแล้ว
ลูกควรจะมีน้ำหนักตัวประมาณ 2 เท่าของแรกเกิดเมื่ออายุ 4-5 เดือน ซึ่งในช่วง 4 เดือนแรกนั้น เด็กจะโตเร็วและมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น เฉลี่ยเดือนละ 800-1,000 กรัม แต่หลังจากเข้าเดือนที่ 5 น้ำหนักจะเริ่มขึ้นช้าลง โดยอาจจะเพิ่มประมาณ 500-600 กรัมต่อเดือน และต่อมาจะเหลือเพียง 200-400 กรัมต่อเดือน หลังจาก 6 เดือนไปแล้ว
ลูกควรจะพลิกตัวคว่ำหงายได้คล่อง และชอบที่จะอยู่ในท่านั่งมากกว่าท่านอน ลูกจะเริ่มใช้มือร่วมกับสายตาที่มองเห็นสิ่งต่างๆได้ดีขึ้น จะเริ่มจับสิ่งของ บางครั้งจะกำของแน่นด้วยมือทั้ง 2 ข้าง และชอบที่จะเอาของต่างๆ ใส่เข้าไปในปากเพื่อเรียนรู้ ลูกจะยังไม่เข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งของที่เห็นอยู่ต่อหน้ากับสิ่งของที่ถูกซ่อนไว้ แม้ว่าลูกจะมองเห็นว่าคุณซ่อนของชิ้นนั้นต่อหน้าเขาก็ตาม
ลูกจะชอบที่จะพบปะผู้คน จะส่งเสียงต่างๆ ได้อย่างน่ารัก และยังชอบทำท่าทางเลียนแบบคนที่กำลังเล่นกับเขา ลูกจะทำเสียงสูง เสียงต่ำ และเริ่มออกเสียงที่พอจับความหมายได้ เช่น คำว่า ดา มา ท่าทีที่คุณตอบสนองต่อการส่งเสียงของเขา จะเป็นสิ่งกระตุ้นให้ลูกสนุกกับการส่งเสียงต่างๆ มากขึ้น ซึ่งช่วงนี้ก็เป็นโอกาสในการตรวจเช็กการได้ยินของลูกไปด้วย เพราะความสามารถในการพัฒนาการด้านภาษานั้นจะขึ้นกับการได้ยินเสียงต่างๆ โดยเฉพาะเสียงพูดของคนรอบข้าง
เด็กบางคนจะเริ่มแยกแยะระหว่างคนที่เขาคุ้นเคยกับคนแปลกหน้า ทำให้เขาเริ่มกลัว หรือร้องไห้เมื่อเจอคนแปลกหน้า ที่เรียกว่า Stranger anxiety ลูกจะต้องการเวลาสำหรับทำความคุ้นเคย และสังเกตคนแปลกหน้าที่เริ่มเข้ามาอยู่ใกล้เขา ถ้าคนๆ นั้นไม่มีท่าทีที่จะเป็นอันตรายหรือตรงเข้ามาหาเขาทันที ให้เวลาให้ลูกได้ยอมรับเขา ลูกก็จะไม่เกิดความกลัว แต่ถ้าคนๆ นั้นทำเสียงดัง หรือมีท่าทางที่จะทำให้ลูกตกใจก็จะเกิดการร้องหรือกลัวขึ้นทันที ดังนั้นควรให้ผู้ใหญ่คนอื่นๆ เข้ามาหาคุณพ่อคุณแม่และไม่ทำท่าให้ความสนใจเด็กมากนัก เพื่อให้เด็กได้เกิดความไว้วางใจก่อนจึงค่อยเล่นกับเด็กทีหลัง
นอกจากนี้ลูกเริ่มที่จะทำอะไรได้หลายอย่างขึ้น คุณจึงควรเตรียมตัวที่จะสอนให้เขารู้ถึงกฎเกณฑ์บางอย่างที่ง่ายๆ ได้ เพราะลูกพอจะรู้จากการสังเกตสีหน้าท่าทาง และน้ำเสียงของคุณว่าคุณ ชอบ หรือ ไม่ชอบ ในสิ่งที่เขากำลังทำอยู่ ซึ่งต้องอาศัยเวลา ความเข้าใจ และความสม่ำเสมอในการฝึกฝนอีกสักพักใหญ่ ก่อนที่เด็กจะเรียนรู้ว่าอะไรทำได้อะไรทำไม่ได้ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการอบรมเลี้ยงดูลูกในอนาคต อย่างที่เรียกว่า Discipline นั่นเอง
อาหารเสริมสำหรับลูกวัย 5 เดือน
อาหารที่ลูกกินก็มีความสำคัญ เพราะในช่วงนี้จะพบว่าปริมาณของธาตุเหล็กที่มีสะสมมาในตอนแรกเกิด จะเริ่มลดน้อยลงจากการที่ลูกมีอัตราการเจริญเติบโตที่เร็ว ดังนั้นควรให้นมที่มีธาตุเหล็กเสริม (ซึ่งนมทารกส่วนใหญ่ที่มีขายในท้องตลาดก็มีการเสริมธาตุเหล็กอยู่แล้ว) และในทารกที่เลี้ยงด้วยนมมารดาอาจต้องการธาตุเหล็กเพิ่มจากอาหารเสริม และการให้รักินวิตามินที่มีธาตุเหล็ก (ควรปรึกษาแพทย์ก่อน)
แต่ในการเลือกชนิดอาหารที่จะป้อนลูก ยังต้องระวังเรื่องการแพ้สารอาหารบางชนิดจึงยังต้องคอยเอาใจใส่เสมอ บางครั้งลูกจะมัวแต่สนใจที่จะเล่น ทำให้การป้อนอาหารใช้เวลานานมาก และบางครั้งก็จะเริ่มอมข้าว ในรายที่กินอาหารได้ดีจะเห็นว่าการกินนมจะน้อยลงบ้างซึ่งเป็นปกติ ทั้งนี้เพราะในอาหารของลูกที่คุณป้อนนั้นจะมีคุณค่าทางโภชนาการ มีปริมาณของแคลอรีและสารอาหารที่ครบถ้วนอยู่แล้ว
ลูกควรจะพลิกตัวคว่ำหงายได้คล่อง และชอบที่จะอยู่ในท่านั่งมากกว่าท่านอน ลูกจะเริ่มใช้มือร่วมกับสายตาที่มองเห็นสิ่งต่างๆได้ดีขึ้น จะเริ่มจับสิ่งของ บางครั้งจะกำของแน่นด้วยมือทั้ง 2 ข้าง และชอบที่จะเอาของต่างๆ ใส่เข้าไปในปากเพื่อเรียนรู้ ลูกจะยังไม่เข้าใจถึงความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งของที่เห็นอยู่ต่อหน้ากับสิ่งของที่ถูกซ่อนไว้ แม้ว่าลูกจะมองเห็นว่าคุณซ่อนของชิ้นนั้นต่อหน้าเขาก็ตาม
ลูกจะชอบที่จะพบปะผู้คน จะส่งเสียงต่างๆ ได้อย่างน่ารัก และยังชอบทำท่าทางเลียนแบบคนที่กำลังเล่นกับเขา ลูกจะทำเสียงสูง เสียงต่ำ และเริ่มออกเสียงที่พอจับความหมายได้ เช่น คำว่า ดา มา ท่าทีที่คุณตอบสนองต่อการส่งเสียงของเขา จะเป็นสิ่งกระตุ้นให้ลูกสนุกกับการส่งเสียงต่างๆ มากขึ้น ซึ่งช่วงนี้ก็เป็นโอกาสในการตรวจเช็กการได้ยินของลูกไปด้วย เพราะความสามารถในการพัฒนาการด้านภาษานั้นจะขึ้นกับการได้ยินเสียงต่างๆ โดยเฉพาะเสียงพูดของคนรอบข้าง
เด็กบางคนจะเริ่มแยกแยะระหว่างคนที่เขาคุ้นเคยกับคนแปลกหน้า ทำให้เขาเริ่มกลัว หรือร้องไห้เมื่อเจอคนแปลกหน้า ที่เรียกว่า Stranger anxiety ลูกจะต้องการเวลาสำหรับทำความคุ้นเคย และสังเกตคนแปลกหน้าที่เริ่มเข้ามาอยู่ใกล้เขา ถ้าคนๆ นั้นไม่มีท่าทีที่จะเป็นอันตรายหรือตรงเข้ามาหาเขาทันที ให้เวลาให้ลูกได้ยอมรับเขา ลูกก็จะไม่เกิดความกลัว แต่ถ้าคนๆ นั้นทำเสียงดัง หรือมีท่าทางที่จะทำให้ลูกตกใจก็จะเกิดการร้องหรือกลัวขึ้นทันที ดังนั้นควรให้ผู้ใหญ่คนอื่นๆ เข้ามาหาคุณพ่อคุณแม่และไม่ทำท่าให้ความสนใจเด็กมากนัก เพื่อให้เด็กได้เกิดความไว้วางใจก่อนจึงค่อยเล่นกับเด็กทีหลัง
นอกจากนี้ลูกเริ่มที่จะทำอะไรได้หลายอย่างขึ้น คุณจึงควรเตรียมตัวที่จะสอนให้เขารู้ถึงกฎเกณฑ์บางอย่างที่ง่ายๆ ได้ เพราะลูกพอจะรู้จากการสังเกตสีหน้าท่าทาง และน้ำเสียงของคุณว่าคุณ ชอบ หรือ ไม่ชอบ ในสิ่งที่เขากำลังทำอยู่ ซึ่งต้องอาศัยเวลา ความเข้าใจ และความสม่ำเสมอในการฝึกฝนอีกสักพักใหญ่ ก่อนที่เด็กจะเรียนรู้ว่าอะไรทำได้อะไรทำไม่ได้ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการอบรมเลี้ยงดูลูกในอนาคต อย่างที่เรียกว่า Discipline นั่นเอง
อาหารเสริมสำหรับลูกวัย 5 เดือน
อาหารที่ลูกกินก็มีความสำคัญ เพราะในช่วงนี้จะพบว่าปริมาณของธาตุเหล็กที่มีสะสมมาในตอนแรกเกิด จะเริ่มลดน้อยลงจากการที่ลูกมีอัตราการเจริญเติบโตที่เร็ว ดังนั้นควรให้นมที่มีธาตุเหล็กเสริม (ซึ่งนมทารกส่วนใหญ่ที่มีขายในท้องตลาดก็มีการเสริมธาตุเหล็กอยู่แล้ว) และในทารกที่เลี้ยงด้วยนมมารดาอาจต้องการธาตุเหล็กเพิ่มจากอาหารเสริม และการให้รักินวิตามินที่มีธาตุเหล็ก (ควรปรึกษาแพทย์ก่อน)
แต่ในการเลือกชนิดอาหารที่จะป้อนลูก ยังต้องระวังเรื่องการแพ้สารอาหารบางชนิดจึงยังต้องคอยเอาใจใส่เสมอ บางครั้งลูกจะมัวแต่สนใจที่จะเล่น ทำให้การป้อนอาหารใช้เวลานานมาก และบางครั้งก็จะเริ่มอมข้าว ในรายที่กินอาหารได้ดีจะเห็นว่าการกินนมจะน้อยลงบ้างซึ่งเป็นปกติ ทั้งนี้เพราะในอาหารของลูกที่คุณป้อนนั้นจะมีคุณค่าทางโภชนาการ มีปริมาณของแคลอรีและสารอาหารที่ครบถ้วนอยู่แล้ว
พัฒนาการเดือนที่ 7 เจ้าหนูอยากรู้....เริ่มสำรวจโลกใกล้ตัว
จากช่วง 6 เดือนแรกที่ผ่านไป ดูเหมือนลูกจะเพิ่งทำอะไรได้ไม่เท่าไรนัก พฤติกรรมของลูกก็กำลังจะเปลี่ยนไปอีก เขาจะเริ่มมีบทบาทและแสดงออกมากขึ้น ในตอนนี้ลูกจะนั่งเองได้นานขึ้น และกำลังฝึกที่จะทรงตัวลุกขึ้น ขึ้นมานั่งเองโดยใช้มือยัน และต่อมาจะนั่งได้ดีพร้อมกับการใช้มือทำสิ่งต่างๆ โดยไม่ต้องคอยเอามือยันตัวอีกต่อไป
เมื่ออายุครบ 7 เดือนเต็ม เด็กบางคนจะเริ่มคลานหรือคืบไปมาได้ดีขึ้น ช่วงนี้จะมีอุบัติเหตุตกเตียง ตกเก้าอี้ได้ถ้าคุณไม่ได้ระมัดระวังพอ เด็กแต่ละคนอาจมีท่าทางในการคลานหรือคืบต่างกันแล้วแต่ความถนัด และในบางรายอาจจะชอบให้คนอุ้มมากกว่า หรือเลือกที่จะไปเกาะยืน และเริ่มหัดเกาะเดินในช่วงที่โตกว่านี้
ลูกควรได้รับโอกาส สำรวจสิ่งต่างๆ และได้เรียนรู้ด้วยตนเองบ้าง เด็กอาจจะดูพะวักพะวงว่าเขาอยากจะออกนอกห้องไปดูสิ่งอื่นๆ ที่น่าตื่นเต้น หรือควรจะคอยดูคุณแม่ที่อยู่ในห้องดี ถ้ามีเสียงหรือการเคลื่อนไหวที่น่าตื่นเต้นมาล่อ เขาก็จะพยายามไปยังที่นั้นๆ แต่พอนึกขึ้นได้ก็จะรีบหันกลับมาหาคุณแม่อีก เพื่อที่จะให้แน่ใจว่า คุณยังอยู่ ไม่ได้หนีหายไปไหน (Separation anxiety) ตอนนี้ถ้าคุณจะเดินไปมาในบ้าน ในขณะที่เขาอยู่ใกล้ๆ ควรพยายามส่งเสียงให้เขารู้ว่าคุณยังอยู่ ไม่ได้หายไปไหน เพราะเขาจะคอยเช็กคุณอยู่บ่อยๆ จะได้สบายใจ
ลูกจะเริ่มใช้มือได้ดีขึ้น จะเริ่มเล่น จับปูดำ ขยำปูนา และ นอย น้อย นอย ได้ หรือเมื่อคุณทำท่าขอของจากเขา โดยการแบมือขอ เขาจะมองและทำท่าให้ของแก่คุณ แต่ไม่ยอมปล่อยของออกจากมือและดึงของกลับคืนไปจากคุณ คุณจะเริ่มรู้ว่าลูกถนัดมือซ้ายหรือขวา ในช่วงอายุต่อจากนี้พบว่า เด็กประมาณ 4 ใน 5 คน จะชอบใช้มือขวา (80% ถนัดขวา) เขาจะชอบใช้มือหยิบของ และส่งผ่านไปยังอีกมือหนึ่ง (Transfer) กลับไป กลับมา เขาจะสาละวนกับการเคาะของ ทุบ เขย่า ตี บีบ โยน กลิ้ง ฯลฯ ของที่อยู่ในมือ เพื่อสังเกตดูปฏิกิริยาของสิ่งต่างๆ
ลูกจะยังชอบเล่นเสียงต่างๆ ยกเว้นแต่ตอนที่กำลังหมกมุ่นทำอะไรเองจนเพลินไปก็จะเงียบไปชั่วครู่ คุณจะพอรู้ได้ว่าลูกกำลังทำเสียงแสดงความสุข ตื่นเต้น กลัว ไม่ชอบหรือโกรธอยู่ เขาจะชอบเลียนเสียงพูดของคุณ และจะเริ่มเข้าใจคำว่า ไม่ ที่คุณพูดกับเขา จากการฟังน้ำเสียงที่คุณพูดออกมา โดยการหยุดหรือทำท่าเบะจะร้องไห้ เมื่อได้ยินคุณพูดว่า ไม่
ลูกจะเริ่มเข้าใจการคงอยู่ของสิ่งของหรือคนได้ดีขึ้น แม้ว่าเขาจะมองไม่เห็นมันอยู่ต่อหน้า เขาจะเริ่มมองหาของที่เขาทำตกลงบนพื้นและกลิ้งหายไปจากสายตาของเขา และจะแสดงท่าดีใจหรือจำได้เมื่อเห็นแม้เพียงส่วนของของเล่นที่เขาชอบซ่อนอยู่ใต้ผ้า และมีเพียงบางส่วนของของชิ้นนั้นยื่นโผล่ออกมาให้เห็น
ลูกจะเริ่มเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างการทำสิ่งหนึ่ง แล้วเกิดอีกสิ่งหนึ่งขึ้นมา เช่น เขาจะสามารถเห็นของเล่นที่ซ่อนอยู่ใต้ผ้าได้ โดยการดึงผ้าออกเขาก็จะเห็นของเล่นนั้น และสามารถคลานเข้าไปหาของเล่นได้ ซึ่งจะเป็นสิ่งที่สนุกมากสำหรับเขา
ช่วงนี้คุณยังต้องระวังเรื่องอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้ง่าย เช่น แม้ลูกจะนั่งได้เองแล้วและชอบนั่งเล่นน้ำในอ่าง เวลาอาบน้ำให้ก็อย่าได้ปล่อยสายตาให้เด็กเล่นน้ำเอง เพราะแม้น้ำในอ่างจะไม่ลึกนัก แต่ก็อาจเกิดการจมน้ำ สำลักน้ำได้เสมอ เขายังช่วยเหลือตนเองไม่ได้เลยเมื่อเกิดอันตรายขึ้น
เรื่องการนอนก็จะดีขึ้น สามารถหลับได้นานขึ้นในเวลากลางคืน และการกินอาหารก็จะดีขึ้น แต่อยากให้คุณพ่อคุณแม่พยายามเข้าใจลูกด้วยว่า เขาจะยังไม่รู้ว่าการกินอาหารให้เรียบร้อย ตามเวลาหรือกินจนหมดชามอย่างที่ผู้ใหญ่ต้องการนั้นเป็นอย่างไร ลูกยังจะกินเมื่อเขาหิวเท่านั้น และควรให้เวลาลูกกินอาหารอย่างมีความสุข (Enjoy eating) ดีกว่าการพยายามยัดเยียด เพราะถ้าลูก เกิดเกลียดหรือกลัว การกินอาหารขึ้นแล้ว เขาจะเริ่มอมข้าวหรือแหวะออกมาเพื่อต่อต้านการป้อน และบางครั้งถึงขั้นร้องไห้เมื่อเห็นคุณ หรือพี่เลี้ยงถือชามข้าวมาป้อนเขา ฉะนั้นไม่อยากให้คุณซีเรียสกับเรื่องการกินอาหารของลูกมากนัก
โดยทั่วไปแล้วเด็กที่แข็งแรง อารมณ์ดี เล่นได้สนุก จะสามารถกินอาหารได้มากเอง แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะต้องกินได้ดีทุกมื้อ ทุกวันไปตลอด และถ้ายิ่งเวลาไม่สบายก็อาจจะกินได้น้อยลงบ้างเป็นธรรมดา ยิ่งช่วงนี้เป็นช่วงที่เด็กบางคนเมื่อมีฟันขึ้นโผล่พ้นเหงือก (คู่ฟันหน้าซี่ล่าง) อาจจะงอแงหรือมีน้ำลายไหลมากขึ้น เด็กบางคนอาจมีการเจ็บป่วย เช่น ท้องเสีย หรือมีไข้ ร่วมด้วย
เมื่ออายุครบ 7 เดือนเต็ม เด็กบางคนจะเริ่มคลานหรือคืบไปมาได้ดีขึ้น ช่วงนี้จะมีอุบัติเหตุตกเตียง ตกเก้าอี้ได้ถ้าคุณไม่ได้ระมัดระวังพอ เด็กแต่ละคนอาจมีท่าทางในการคลานหรือคืบต่างกันแล้วแต่ความถนัด และในบางรายอาจจะชอบให้คนอุ้มมากกว่า หรือเลือกที่จะไปเกาะยืน และเริ่มหัดเกาะเดินในช่วงที่โตกว่านี้
ลูกควรได้รับโอกาส สำรวจสิ่งต่างๆ และได้เรียนรู้ด้วยตนเองบ้าง เด็กอาจจะดูพะวักพะวงว่าเขาอยากจะออกนอกห้องไปดูสิ่งอื่นๆ ที่น่าตื่นเต้น หรือควรจะคอยดูคุณแม่ที่อยู่ในห้องดี ถ้ามีเสียงหรือการเคลื่อนไหวที่น่าตื่นเต้นมาล่อ เขาก็จะพยายามไปยังที่นั้นๆ แต่พอนึกขึ้นได้ก็จะรีบหันกลับมาหาคุณแม่อีก เพื่อที่จะให้แน่ใจว่า คุณยังอยู่ ไม่ได้หนีหายไปไหน (Separation anxiety) ตอนนี้ถ้าคุณจะเดินไปมาในบ้าน ในขณะที่เขาอยู่ใกล้ๆ ควรพยายามส่งเสียงให้เขารู้ว่าคุณยังอยู่ ไม่ได้หายไปไหน เพราะเขาจะคอยเช็กคุณอยู่บ่อยๆ จะได้สบายใจ
ลูกจะเริ่มใช้มือได้ดีขึ้น จะเริ่มเล่น จับปูดำ ขยำปูนา และ นอย น้อย นอย ได้ หรือเมื่อคุณทำท่าขอของจากเขา โดยการแบมือขอ เขาจะมองและทำท่าให้ของแก่คุณ แต่ไม่ยอมปล่อยของออกจากมือและดึงของกลับคืนไปจากคุณ คุณจะเริ่มรู้ว่าลูกถนัดมือซ้ายหรือขวา ในช่วงอายุต่อจากนี้พบว่า เด็กประมาณ 4 ใน 5 คน จะชอบใช้มือขวา (80% ถนัดขวา) เขาจะชอบใช้มือหยิบของ และส่งผ่านไปยังอีกมือหนึ่ง (Transfer) กลับไป กลับมา เขาจะสาละวนกับการเคาะของ ทุบ เขย่า ตี บีบ โยน กลิ้ง ฯลฯ ของที่อยู่ในมือ เพื่อสังเกตดูปฏิกิริยาของสิ่งต่างๆ
ลูกจะยังชอบเล่นเสียงต่างๆ ยกเว้นแต่ตอนที่กำลังหมกมุ่นทำอะไรเองจนเพลินไปก็จะเงียบไปชั่วครู่ คุณจะพอรู้ได้ว่าลูกกำลังทำเสียงแสดงความสุข ตื่นเต้น กลัว ไม่ชอบหรือโกรธอยู่ เขาจะชอบเลียนเสียงพูดของคุณ และจะเริ่มเข้าใจคำว่า ไม่ ที่คุณพูดกับเขา จากการฟังน้ำเสียงที่คุณพูดออกมา โดยการหยุดหรือทำท่าเบะจะร้องไห้ เมื่อได้ยินคุณพูดว่า ไม่
ลูกจะเริ่มเข้าใจการคงอยู่ของสิ่งของหรือคนได้ดีขึ้น แม้ว่าเขาจะมองไม่เห็นมันอยู่ต่อหน้า เขาจะเริ่มมองหาของที่เขาทำตกลงบนพื้นและกลิ้งหายไปจากสายตาของเขา และจะแสดงท่าดีใจหรือจำได้เมื่อเห็นแม้เพียงส่วนของของเล่นที่เขาชอบซ่อนอยู่ใต้ผ้า และมีเพียงบางส่วนของของชิ้นนั้นยื่นโผล่ออกมาให้เห็น
ลูกจะเริ่มเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างการทำสิ่งหนึ่ง แล้วเกิดอีกสิ่งหนึ่งขึ้นมา เช่น เขาจะสามารถเห็นของเล่นที่ซ่อนอยู่ใต้ผ้าได้ โดยการดึงผ้าออกเขาก็จะเห็นของเล่นนั้น และสามารถคลานเข้าไปหาของเล่นได้ ซึ่งจะเป็นสิ่งที่สนุกมากสำหรับเขา
ช่วงนี้คุณยังต้องระวังเรื่องอุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นได้ง่าย เช่น แม้ลูกจะนั่งได้เองแล้วและชอบนั่งเล่นน้ำในอ่าง เวลาอาบน้ำให้ก็อย่าได้ปล่อยสายตาให้เด็กเล่นน้ำเอง เพราะแม้น้ำในอ่างจะไม่ลึกนัก แต่ก็อาจเกิดการจมน้ำ สำลักน้ำได้เสมอ เขายังช่วยเหลือตนเองไม่ได้เลยเมื่อเกิดอันตรายขึ้น
เรื่องการนอนก็จะดีขึ้น สามารถหลับได้นานขึ้นในเวลากลางคืน และการกินอาหารก็จะดีขึ้น แต่อยากให้คุณพ่อคุณแม่พยายามเข้าใจลูกด้วยว่า เขาจะยังไม่รู้ว่าการกินอาหารให้เรียบร้อย ตามเวลาหรือกินจนหมดชามอย่างที่ผู้ใหญ่ต้องการนั้นเป็นอย่างไร ลูกยังจะกินเมื่อเขาหิวเท่านั้น และควรให้เวลาลูกกินอาหารอย่างมีความสุข (Enjoy eating) ดีกว่าการพยายามยัดเยียด เพราะถ้าลูก เกิดเกลียดหรือกลัว การกินอาหารขึ้นแล้ว เขาจะเริ่มอมข้าวหรือแหวะออกมาเพื่อต่อต้านการป้อน และบางครั้งถึงขั้นร้องไห้เมื่อเห็นคุณ หรือพี่เลี้ยงถือชามข้าวมาป้อนเขา ฉะนั้นไม่อยากให้คุณซีเรียสกับเรื่องการกินอาหารของลูกมากนัก
โดยทั่วไปแล้วเด็กที่แข็งแรง อารมณ์ดี เล่นได้สนุก จะสามารถกินอาหารได้มากเอง แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะต้องกินได้ดีทุกมื้อ ทุกวันไปตลอด และถ้ายิ่งเวลาไม่สบายก็อาจจะกินได้น้อยลงบ้างเป็นธรรมดา ยิ่งช่วงนี้เป็นช่วงที่เด็กบางคนเมื่อมีฟันขึ้นโผล่พ้นเหงือก (คู่ฟันหน้าซี่ล่าง) อาจจะงอแงหรือมีน้ำลายไหลมากขึ้น เด็กบางคนอาจมีการเจ็บป่วย เช่น ท้องเสีย หรือมีไข้ ร่วมด้วย
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)